บำบัดยาเสพติดใช้เวลานาน ทรมาน จริงหรือ ? - ภูฟ้าเรสท์โฮม
01 สิงหาคม 2565
บำบัดยาเสพติดใช้เวลากี่วัน ? เป็นคำถามที่หลาย ๆ ท่านสงสัย บทความนี้จะมาเล่าถึงระยะเวลาที่ใช้โดยทั่วไปในการรักษา และทำไมภูฟ้าถึงใช้เวลาบําบัดยาเสพติดแค่ 15 วัน
การที่ผู้ติดยาเสพติดหรือครอบครัวจะนำสมาชิกเข้ากระบวนการรักษานั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายของทุกฝ่าย เพราะผู้ติดยาเสพติดอาจจะมีความกลัวการทรมาน การถอนพิษยา และคิดถึงแต่ผลเสียที่อาจจะตามมาในด้านสังคม การงาน การเงิน และความสัมพันธ์ ผู้ติดยาเสพติดจึงจัดเป็น “ผู้ป่วย” ที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา และเมื่อหายดีแล้วผู้ป่วยสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุข ไร้รอยต่อ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันศูนย์บำบัดยาเสพติดโดยเฉพาะภาคเอกชนมีโปรแกรมเลิกยาเสพติดแบบระยะสั้น ที่มีมาตรฐานความปลอดภัย นอกจากจะมีความปลอดภัยและได้มาตรฐานแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยก้าวผ่านกระบวนการบำบัดด้วยความทรมานที่ลดน้อยลงได้อีกด้วย
หน่วยงานทางการแพทย์ระดับโลก สมาคม American Medical Association และ American Society of Addiction Medicine ให้คำจำกัดความ “การติดยาเสพติด” เป็นอาการทางการแพทย์ เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดจากปัจจัยทางพฤติกรรม จิตวิทยา สิ่งแวดล้อม และชีวภาพร่วมกัน ดังนั้น การบำบัดการติดยาเสพติดหรือการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด จึงเป็นการปรับสารสื่อเคมีชีวภาพในสมอง ความคิด และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงจากปกติ เนื่องจากการเสพยานั่นเอง
ยาเสพติดสามารถแบ่งตามการออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ได้ 4 ประเภท ได้แก่
1) ยาเสพติดประเภทกดประสาท ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน สารระเหย และยากล่อมประสาท
2) ยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท ได้แก่ แอมเฟตามีน กระท่อม และโคคาอีน
3) ยาเสพติดประเภทหลอนประสาท ได้แก่ LSD ดีเอ็มพี และ เห็ดขี้ควาย
4)ยาเสพติดประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน กล่าวคือ อาจกดกระตุ้น หรือหลอนประสาทได้พร้อม ๆ กัน เช่น กัญชา
ผู้ป่วยที่จะเข้ารับการบำบัดยาเสพติดใช้ระยะเวลาบำบัดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดยา ชนิดของยาที่เสพ และสภาพร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งผู้เสพติดจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่นั้น สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนีแนะนำให้เลือกประเภทของการเข้ารับการรักษาตามลักษณะอาการ คือ
1) การรักษาแบบผู้ป่วยนอก มักใช้กับผู้ป่วยเสพติดที่ใช้ยาเสพติดมาไม่นาน ยังไม่มีโรคแทรกซ้อนทางกายและจิต ครอบครัวให้ความร่วมมืออย่างดีในการบำบัดรักษา วิธีนี้เป็นการรักษาที่ไม่ต้องนอนค้างในโรงพยาบาล แพทย์เป็นผู้ให้การรักษาทางยา ส่วนพยาบาลหรือนักบำบัดจะเป็นผู้ให้การบำบัดทางจิตและสังคม แพทย์จะนัดพบตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งจะใช้เวลาบำบัดยาวนานกว่าเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยระยะเวลาการบำบัดอาจจะกินเวลานานถึง 4 เดือน มีระบบการติดตามหลังการบำบัดรักษานาน 1 ปี เพื่อติดตามพฤติกรรมและป้องกันการเสพติดซ้ำ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเข้าข่ายในกรณีนี้
2) การบำบัดรักษาแบบผู้ป่วยใน เป็นการบำบัดรักษากับผู้ป่วยใช้ยาเสพติดในปริมาณมาก รุนแรงและใช้ยามานาน จนมีอาการแทรกซ้อนไม่ว่าจะเป็นอาการทางกายและทางจิตใจ การบำบัดอาจจะใช้ระยะเวลาถึง 4 เดือน เพราะมีหลักฐานทางวิชาการที่เชื่อว่า สมองของผู้เสพติดที่ได้รับความเสียหายจากยาเสพติดจะฟื้นคืนหายได้ เมื่อได้รับการบำบัดฟื้นฟู และไม่ใช้ยาเสพติดนานติดต่อกัน 1- 4 เดือนขึ้นไป
เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดในสถานบำบัด โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยจะผ่านระยะการบำบัดยาเสพติดในรูปแบบที่คล้ายกัน ผู้ป่วยควรเตรียมความพร้อมตนเองทั้งจิตใจและร่างกายให้แข็งแกร่ง เพื่อให้การบำบัดสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี รองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล โรงพยาบาลธัญญารักษ์ เชียงใหม่ คุณนภัสสรณ์ รังสิเวโรจน์ ได้แบ่งระยะการบำบัดยาเสพติดและเวลาที่ใช้ในการบำบัดไว้ 4 ระยะ ดังนี้
1) ระยะหยุดยา ใช้เวลา 3 - 10 วัน ระยะนี้เป็นช่วงที่ร่างกายพยายามขับยาออกจากร่างกาย ระยะเวลาขึ้นอยู่กับยาเสพติดแต่ละชนิด เช่น ยาบ้าจะใช้เวลาถึง 1 - 2 สัปดาห์ ช่วงนี้ผู้ป่วยจะมีอาการขาดยาและอยากยาเกิดขึ้น
2) ระยะขาดยา ใช้เวลา 1 - 6 สัปดาห์ ในระยะนี้ผู้ป่วยจะเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองว่า สามารถหยุดยาและเลิกยาได้ ทั้งนี้ ครอบครัวเป็นพลังสำคัญในการช่วยผู้บำบัดเลิกยาได้เป็นอย่างดี
3) ระยะอุปสรรค ใช้เวลา 6 - 20 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนล้าและหมดกำลังใจในการเลิกยา อาจจะมีอารมณ์ ซึมเศร้า หงุดหงิด และอารมณ์แปรปรวน ซึ่งในบางรายมีอาการอยากยากลับมาอีกครั้ง
4) ระยะปรับตัว ช่วงหลัง 20 สัปดาห์ ผู้บำบัดกลับมามีกำลังใจ ภูมิใจที่ผ่านระยะการบำบัดต่าง ๆ มาได้สำเร็จ เริ่มมีการปรับตัวในการดำเนินชีวิต การเข้าสังคม และมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างมากขึ้น
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองได้ติดยาเสพติดแล้ว ไม่รับรู้ว่าตนเองมีปัญหา อย่างไรก็ตาม หากการติดยาเสพติดมีผลร้ายต่อการดำรงชีวิตประจำวันแล้ว นั่นคือสัญญาณบ่งชี้ถึงความจำเป็นในการรับการรักษา ดังนั้น ผู้ป่วยควรหมั่นสังเกตอาการของตนเองและประเมินว่าควรได้รับการรักษาหากมีอาการ เช่น ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ อยากยา สูญเสียความสนใจต่าง ๆ รอบตัว รู้สึกว่าตนเองต้องอดทนอดกลั้น และออกห่างจากสังคม หน่วยงานที่ดูแลเรื่องการจัดการใช้ยาเสพติดและการบริการสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขและบริการของสหรัฐอเมริกา ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติด พบว่ามีผู้ป่วยที่ทนทุกข์ทรมานกับการใช้ยาเสพติดเข้ารับการรักษาแบบสมัครใจมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
เพราะฉะนั้นครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดของผู้ป่วยมีบทบาทสำคัญในการช่วยสังเกตการณ์และเฝ้าระวังสมาชิกในครอบครัวที่เริ่มสัญญาณในด้านพฤติกรรม ความคิด และร่างกายเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ครอบครัวสามารถประเมินเบื้องต้นว่าบุคคลอันเป็นที่รักของตนติดยาเสพติดและต้องเข้ารับการบำบัดหรือไม่ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี ให้ข้อสังเกตเบื้องต้นว่าควรนำผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดรักษา โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ คือ
-ชนิดของสารเสพติด ถ้าเป็นชนิดที่เสพติดได้ง่าย เช่น สารเสพติดประเภทเฮโรอีน ฝิ่น ยาบ้า สารระเหย หรือแม้กระทั่งสุรา ก็ควรนำผู้เสพติดเข้ารับการบำบัดรักษา
-ปริมาณการเสพสารเสพติด ถ้าใช้ในปริมาณมากก็ควรเข้ารับการบำบัดรักษา
- ระยะเวลาในการเสพติด มีข้อมูลทางวิชาการพบว่า แม้ผู้เสพติดจะเพิ่งเริ่มใช้ยาเสพติดมาไม่นานก็จำเป็นต้องเข้ารับการบำบัดรักษา เพื่อช่วยลดความบาดเจ็บของสมอง
- สภาพร่างกายและจิตใจของผู้เสพติด ญาติควรอยู่ใกล้ชิดและคอยสังเกตอาการของผู้เสพติดว่า มีอาการผิดปกติทางร่างกายและจิตใจหรือไม่ เช่น ร่างกายทรุดโทรม ซีด ผอม หรือเริ่มมีอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน ข่มขู่จะทำร้ายผู้อื่น หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวผิดปกติ หากผู้เสพติดมีอาการ ต้องรีบนำส่งสถานบำบัดทันที
- กรณีที่ผู้เสพติดมีความมุ่งมั่นที่จะเลิกยาเสพติดด้วยตนเอง ที่เราเรียกกันว่า “การหักดิบ”แล้วผู้ป่วยไม่สามารถทนต่อความทุกข์ทรมานต่าง ๆ ควรนำผู้ป่วยพบแพทย์เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ซึ่งอาการขาดยาที่รุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
วิธีการบำบัดรักษายาเสพติดที่ปลอดภัยที่สุด ผู้ป่วยควรเลือกรับการรักษากับผู้เชี่ยวชาญในสถานบำบัด เพราะใช้กระบวนการรักษาที่มีมาตรฐานและประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยฟื้นฟูตนเองได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจในการกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ สิ่งแวดล้อมและสถานที่เข้ารับการบำบัดสถานบำบัดยาเสพติดเอกชนในเครือภูฟ้ามีกระบวนการรักษาและดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการในหลายมิติ ได้แก่
1) ชีววิทยา ดูแลการใช้ชีวิต การรักษาสุขภาพกายและใจให้เป็นปกติ และอยู่อย่างมีเหตุผล ช่วยผู้ป่วยปรับพฤติกรรมและความคิด ฝึกให้ใช้เหตุผลในการตัดสินใจมากกว่าการใช้อารมณ์เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยควบคุมตนเองได้ดีขึ้นและไม่อ่อนไหวไปเสพยาเสพติดอีก
2) จิตใจ สร้างจิตสำนึกที่เข้มแข็ง และปฏิเสธต่อยาเสพติดถ้ามีเพื่อนชวนให้กลับไปเสพยาอีกครั้ง ผู้ป่วยจะตระหนักได้ว่าการกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะมีแต่จะสร้างผลเสียแก่ตนเองและครอบครัว นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมให้ป่วยพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิตเมื่อออกจากสถานบำบัดภูฟ้าไปแล้วด้วย
3) อารมณ์ ฟื้นฟูอารมณ์ให้ผู้ป่วยติดยาเสพติดเรียนรู้ เข้าใจและควบคุมอารมณ์ และไม่อ่อนไหวและตอบสนองสิ่งเร้าแบบผิด ๆ
4) ความคิด ให้ผู้ป่วยปรับความคิด ทัศนคติ และมองเห็นคุณค่าในตัวเอง เข้าใจและรับรู้ว่าตนเองสามารถเอาชนะยาเสพติดได้ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง และมีความสุขโดยไม่ต้องพึ่งพายาเสพติด
5) พฤติกรรม ฟื้นฟูพฤติกรรม ปรับนิสัยที่เสี่ยงต่อการกลับไปใช้ยาเสพติดเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวและกลับคืนสังคมได้อย่างเหมาะสมโดยไร้รอยต่อ
6) สังคมและวัฒนธรรม เสริมสร้างทักษะให้ผู้ป่วยปรับตัว และเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสร้างสรรค์ โดยที่ผู้ป่วยยาเสพติดไม่รู้สึกแปลกแยกเมื่อออกจากสถานบำบัด ผู้ป่วยสามารถกลับคืนสู่สังคมที่คุ้นเคยได้อย่างปกติสุขและไม่รู้สึกว่าตนเองด้อยค่า นอกจากนี้ ภูฟ้าให้คำแนะนำผู้ป่วยในการหลีกเลี่ยงสังคมเดิม ๆ ที่อาจจะนำไปสู่การติดยาเสพติดอีกครั้งด้วย
7) อาชีพ ภูฟ้ามีกิจกรรมให้ผู้ป่วยได้ฝึกทักษะใหม่ ๆ โดยผ่านทางกิจกรรมในแต่ละวัน ให้ผู้ป่วยค้นพบตนเองว่ามีความสามารถและเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ผู้ป่วยสามารถพัฒนาทักษะเหล่านี้ และต่อยอดเป็นอาชีพได้ในอนาคตเมื่อออกจากสถานบำบัด
ภูฟ้าจึงเป็นสถานที่บำบัดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยทุกเพศ ทุกวัย มีสถานที่กว้างขวาง สิ่งอำนวยความสะดวก ภูฟ้าให้บริการบำบัดยาเสพติดทั้งรูปแบบการบำบัดผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยในจะพักห้องเดี่ยวแบบส่วนตัวเท่านั้น เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย มีเวลาส่วนตัว ค้นพบตนเองและทบทวนการรักษาอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ การพักห้องเดี่ยวยังช่วยลดการหวนกลับไปเสพซ้ำ หรือมีความรู้สึกอยากเสพอีกในระหว่างขั้นตอนการบำบัดเพราะผู้ป่วยอาจจะหวนคิดถึงสิ่งแวดล้อมการเสพติดได้ หากพูดคุยกับผู้ป่วยเสพยารายอื่น
สถานบำบัดภูฟ้า มีสถานที่กว้างขวาง บรรยากาศร่มรื่น ท่ามกลางธรรมชาติ มีการรักษาแบบบูรณาการที่มีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เข้าใจและให้ความสำคัญต่อความต้องการของผู้ป่วยทุกราย มีทีมรักษาโดยผู้ชำนาญการหลายแขนง และเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์คอยให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง ใช้วิธีถอนพิษยาเสพติดอย่างถูกวิธีมีมาตรฐาน ไม่ทรมาน และไม่อาเจียนวิธีถอนพิษยาเสพติดอย่างถูกวิธีมีมาตรฐาน ไม่ทรมาน และไม่อาเจียน
ที่ภูฟ้ามีโปรแกรมบำบัดยาเสพติดระยะสั้นที่ให้ผลเร็วโดยใช้เวลา 15 วัน (ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและประเภทของการติดยา) ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า การรักษาแบบระยะสั้นหรือ Brief intervention มีประสิทธิผลและได้รับการยอมรับว่ามีประโยชน์ในการดูแลรักษาผู้เสพติดโดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาการดื่มสุราแบบเสี่ยงและแบบอันตราย (hazadous and harmful drinking) ครอบครัวที่อยากนำผู้ป่วยเข้าบำบัดหรือผู้ป่วยที่สมัครใจอยากบำบัดเองสามารถติดต่อสถานบำบัดภูฟ้าเพื่อเข้าชมสถานที่ล่วงหน้าได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยเสพติดที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ภูฟ้าจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายกับกิจกรรมซ้ำ ๆ ในแต่ละวัน เช่น มีการเล่นเกมกีฬา ศิลปะ ดนตรีและกิจกรรมบันเทิงต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจ และเกิดการพัฒนาตนเองในที่สุด ภูฟ้ายังมีกิจกรรมทางศาสนา อาทิ การทำสมาธิ สวดมนต์และตักบาตร เป็นต้น
การบำบัดรักษายาเสพติดไม่ใช่สิ่งน่ากลัวอย่างที่ทุกคนคิด เพราะการรักษาในสถานบำบัดในปัจจุบันมีความปลอดภัย ไม่ทรมาน เพียงแค่ผู้เสพติดเปิดใจและเต็มใจที่จะเริ่มบำบัดรักษา และฟันฝ่าอุปสรรคในแต่ละด่านของการรักษาให้ได้ ครอบครัวและผู้ใกล้ชิดก็เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันผู้ป่วยให้เข้ารับการรักษาอีกแรงหนึ่งด้วย อย่างไรก็ดี การรักษายาเสพติดมีทางเลือกมากมาย ไม่ได้มีแค่การรักษาระยะยาวเท่านั้น แต่ยังมีการรักษาแบบระยะสั้น ที่มีความปลอดภัยและและมีประสิทธิภาพอีกด้วย ดังนั้น การเลือกสถานบำบัดที่ได้มาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกก่อนการบำบัด เมื่อผู้ป่วยหายจากการเสพติดแล้ว ควรรักษาสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ และไม่กลับยุ่งเกี่ยว หรือใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อมยาเสพติดอีก เพียงเท่านี้ผู้ป่วยก็สามารถกลับคืนสู่ชีวิตปกติสุขอีกครั้ง ปรึกษาเราเลยตอนนี้ โทร. 1522
บทความที่คุณอาจสนใจ
การรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยหรือไม่? พยายามตักเตือนลูกให้เลิกยาเสพติด แต่กลับยิ่งถูกต่อต้าน หรือสถานการณ์แย่ลง นั่นเพราะจุดเร...
เตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยได้ยินหรือไม่? ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล ยาในกลุ่มยานอนหลับอีกหนึ่งตัวที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประส...
ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี
โพสต์เมื่อ 09 กุมภาพันธ์ 2569
เลิกยาเสพติดผิดวิธี อันตรายแต่ผลที่ตามมามากกว่าที่คิด ผู้ป่วยยาเสพติดแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่าง...