ทุกเรื่องที่ควรรู้หากคนในครอบครัวติดยาเสพติด - ภูฟ้าเรสท์โฮม
22 กันยายน 2565
รวมทุกแนวทางสำคัญที่ทุกครอบครัวจำเป็นต้องรู้ เมื่อคนในครอบครัวติดยาเสพติด - แนวทางปฏิบัติตัวในครอบครัว - การประเมินอาการในเบื้องต้น - กระบวนการโน้มน้าวใน 4 ขั้นตอน - สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ - ภูฟ้าสามารถช่วยซัพพอร์ตครอบครัวที่ต้องอยู่กับผู้ป่วยยาเสพติดได้
ทำอย่างไรเมื่อคนในครอบครัวติดยาเสพติด?
เมื่อเราพบว่าบุคคลในครอบครัวติดยาเสพติด นอกจากจะส่งผลเสียแก่ตัวผู้ป่วยแล้ว ยังนำความทุกข์ใจและส่งผลกระทบด้านลบแก่ญาติและผู้ใกล้ชิด ดังนั้น ครอบครัวเป็นด่านแรกที่จะช่วยเหลือสมาชิกที่ติดยาเสพติดในการเข้ารับการรักษาและกลับมามีสุขภาพดีดังเดิม ครอบครัวต้องรู้ว่าตนเองควรปฏิบัติตนอย่างไรเมื่ออยู่กับผู้ติดยาเสพติด ภูฟ้าขอยกตัวอย่างคำแนะนำโดยศูนย์วิชาการด้านยาเสพติดประเทศไทย โดยมีวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อคนในครอบครัวติดยาเสพติด ได้แก่
1) มีสติ ไม่เกรี้ยวกราด ไม่วู่วาม
เป็นเรื่องปกติที่เราจะรู้สึกโกรธ เกรี้ยวกราด และไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เรารักต้องไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เผลอใช้กำลังทางกายและวาจาที่รุนแรงต่อคนที่เรารัก ซึ่งนั่นอาจจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายและยิ่งผลักไสให้ผู้ติดยาเสพติดหนีห่างจากครอบครัว เพราะฉะนั้นครอบครัวต้องดึงสติของตัวเอง ถึงแม้จะมีความโกรธแต่ควรนึกถึงผลเสียที่จะตามมาด้วย เพราะบุคคลที่เรารักได้ติดยาเสพติดไปแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะใช้อารมณ์ไปกับพวกเขา
นอกเหนือจากนี้ การใช้อารมณ์ การลงไม้ลงมือหรือการทำร้ายร่างกาย มีโอกาสสูงที่ทำให้เกิดบาดแผลทางจิตใจต่อผู้ป่วย ซึ่งนำไปสู่ความบาดหมางที่แก้ไขได้ยากกว่าเดิม สิ่งที่ครอบครัวจะช่วยได้คือ ต้องพาผู้ป่วยเข้ารักษาให้เร็วที่สุด
2) ยอมรับความจริงเพื่อเตรียมพร้อมความช่วยเหลือ
สิ่งที่เราควรทำในฐานะที่เป็นผู้ปกครอง คนรัก หรือสมาชิกในครอบครัวของผู้ใช้ยาเสพติดคือการเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันที่จะพาทุกคนหาสาเหตุของการใช้ยาเสพติดและคลี่คลายปัญหาของผู้ติดยาเสพติดได้ ผู้เสพติดอาจจะมีความขัดแย้งและไม่ลงรอยกับสมาชิกในครอบครัว จึงใช้ยาเสพติดเป็นหนทางแก้ปัญหา ครอบครัวจึงต้องยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นว่ามีอยู่จริง ฉะนั้น การสื่อสาร[3] จึงเป็นสิ่งสำคัญ ครอบครัวต้องพูดคุยกับคนในครอบครัวด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน บวกกับทั้งน้ำเสียงและท่าทางที่เข้าใจ สำหรับบางครอบครัวที่มีความสัมพันธ์แบบห่างเหิน ต้องใช้ความพยายามในการปรับท่าทีให้เข้าถึงผู้ติดยาเสพติดและให้เวลากันมากขึ้น
3) แสดงความรักความเข้าใจอย่างจริงใจ
ต้องทำให้ผู้ติดยาเสพติดเกิดความไว้วางใจ พ่อแม่ต้องไม่กดดันเพื่อให้เขายอมรับความช่วยเหลือในการบำบัด ครอบครัวต้องให้ความสนใจและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ติดยาเสพติด ซึ่งจะทำให้เข้าใจสถานการณ์ที่ต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้นและมอบความรักความเข้าใจแก่ผู้ป่วย เป็นเรื่องปกติที่ผู้ป่วยจะปฏิเสธการเข้ารับการรักษาในเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ครอบครัวไม่ควรถอดใจและควรพูดโน้มน้าวด้วยถ้อยคำที่ไม่ตำหนิ อบอุ่น เป็นมิตร
การเสพติดเป็นโรคเรื้อรัง ลุกลาม และมักเกิดการเสพซ้ำได้ ส่งผลต่อบุคคลทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่าบุคคลที่เรารักถึงเวลาที่ต้องเข้ารับการบำบัดรักษาหรือไม่ มูลนิธิรณรงค์ช่วยให้เลิกบุหรี่และสารเสพติดให้ข้อมูลอาการที่ครอบครัวสามารถประเมินสมาชิกในเบื้องต้นได้ โดยดูจาก 2 ปัจจัย ได้แก่
1) การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ นิสัย ความประพฤติ และบุคลิกภาพ
- เป็นคนเจ้าอารมณ์ หงุดหงิดง่าย เอาแต่ใจขาดเหตุผล
- ขาดความรับผิดชอบ ชอบหนีโรงเรียน หรือขาดงานบ่อย ๆ จนผิดปกติ
- ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง เชื่อถือไม่ได้
- สติปัญญาเสื่อมลง ความจำเสื่อม มีผลให้การเรียนแย่ลง หรือการทำงานบกพร่อง
- พูดจาเชื่อถือไม่ได้ พูดไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่สนใจต่อสิ่งแวดล้อม
- มักเก็บตัว หลบซ่อนตัวเอง ทำตัวลึกลับ ใช้เวลาในห้องน้ำนาน ๆ
- พบอุปกรณ์เกี่ยวกับการเสพยา เช่น หลอดฉีดยา เข็มฉีดยา กระดาษซองตะกั่ว ซากก้านไม้ขีด
- พูดจาก้าวร้าว ดื้อรั้น ผิดไปจากเดิม
- ไม่สนใจความเป็นอยู่ของตนเอง สกปรก ไม่ค่อยอาบน้ำ
- ทรัพย์สินในบ้านสูญหายบ่อย เพราะจะขโมยเอาไปขายเพื่อซื้อยาเสพ
- เกียจคร้าน ไม่ชอบทำงาน ง่วงนอน นอนตื่นสายผิดปกติ
- มีอาการวิตกกังวล เศร้าซึม สีหน้าจะหมองคล้ำ
2) อาการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย
- สุขภาพร่างกายทรุดโทรม ซูบผอม ซีดเหลือง ไม่มีแรง อ่อนเพลียง่าย
- ริมฝีปากเขียวคล้ำ แห้งแตก ตาแดงก่ำ รูม่านตาขยาย
- น้ำมูกไหล เหงื่อออกมาก กลิ่นตัวแรง
- บริเวณแขน ตามข้อพับ หัวไหล่ มีรอยแผล รอยช้ำเป็นจ้ำ ๆ
- มีรอยแผลเป็นที่บริเวณแขน ท้องแขน เนื่องมาจากใช้ของมีคมกรีดเป็นทาง ๆ
- ผิวหนังหยาบกร้าน เป็นแผลพุพอง มีน้ำหนอง น้ำเหลืองคล้ายโรคผิวหนัง
- ชอบใส่เสื้อแขนยาว สวมแว่นตากรองแสงสีเข้มเพื่อปิดร่องรอยและอาการจากการเสพยาเสพติด
เมื่อผู้ใกล้ชิดหรือครอบครัวประเมินเบื้องต้นแล้วว่าสมาชิกในครอบครัวเข้าข่ายผู้ที่ติดยาเสพติดครอบครัวต้องหาวิธีโน้มน้าวผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม การโน้มน้าวใจผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการรักษาเปรียบได้กับการเข็นครกขึ้นภูเขาก็ว่าได้ เพราะผู้ป่วยจะมีข้อโต้แย้งและปฏิเสธการรักษา บางรายอาจจะกลัวการบำบัดเพราะคิดว่าการเลิกยาเสพติดนั้นทรมาน ญาติและผู้ใกล้ชิดต้องใช้ความพยายามอย่างสูงและใจเย็นในกระบวนการโน้มน้าว
ภูฟ้าสรุปกระบวนการโน้มน้าวใน 4 ขั้นตอน ดังนี้
1) ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ติดยาเสพติด ก่อนที่จะเริ่มโน้มน้าวบุคคลอันเป็นที่รัก
ครอบครัวต้องศึกษาหาความรู้ ทำความเข้าใจกับภาวะและสถานการณ์ของคนติดยา ผลข้างเคียง อาการต่าง ๆ ของการติดยา ซึ่งจะทำให้ครอบครัวเข้าใจสถานการณ์ที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่ เห็นอกเห็นใจ และสามารถพูดคุยให้ผู้ป่วยยอมรับการรักษาได้อย่างลึกซึ้ง
2) วางแผนการโน้มน้าว เป็นการวางแผนเพื่อโน้มน้าวผู้ติดยาเสพติดโดยครอบครัวและกลุ่มเพื่อนที่ผู้ป่วยรัก
โดยพูดคุยกับผู้ป่วยอย่างตรงไปตรงมา จริงใจ อธิบายถึงผลเสียของยาเสพติดที่กระทบต่อชีวิตของผู้ป่วยทั้งด้านร่างกาย จิตใจและสังคม รวมถึงผลกระทบด้านลบต่อครอบครัวและผู้ใกล้ชิด วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลเป็นอย่างมาก และส่วนใหญ่สามารถโน้มน้าวผู้ป่วยให้เข้ารับการรักษาได้ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่าการที่ตนเองติดยาเสพติดจะมีผลกระทบอย่างมากต่อบุคคลที่เขารัก
3) หลีกเลี่ยงการใช้ทัศนคติทางลบ ถึงแม้ว่าครอบครัวจะโกรธและรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจที่ผู้ป่วยติดยาเสพติด
ครอบครัวต้องใจเย็น ไม่นำอารมณ์ด้านลบมาใช้ในกระบวนการโน้มน้าวเด็ดขาด เพราะอารมณ์ด้านลบเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจสถานการณ์ดีขึ้นหรือต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ใช้ความสุขุมและความเมตตาในการสื่อสารจะช่วยให้ผู้ป่วยเปิดใจรับฟังปัญหา บอกผู้ป่วยว่าครอบครัวที่รักอยากให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเพราะอยากเห็นเขามีสุขภาพดีและมีความสุขอีกครั้ง
4) การแทรกแซงโดยผู้เชี่ยวชาญ (professional intervention)
หากครอบครัวได้พยายามแล้วแต่ผู้ป่วยก็ยังมีข้อโต้แย้งในการรับการบำบัดและไม่ได้รับการตอบรับในแง่บวก ครอบครัวสามารถขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญจากสถานบำบัดได้ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ ทางภูฟ้าเรสท์โฮมยินดีให้คำแนะนำถึงวิธีการโน้มน้าวและโปรแกรมการบำบัดแก่ครอบครัว
อ่านเพิ่มเติม: 4 ขั้นตอนโน้มน้าวใจ ทำอย่างไรให้คนไปบำบัดยาเสพติด
แม้ว่าครอบครัวจะไม่ได้เป็นผู้ทำการบำบัดผู้ป่วยโดยตรง แต่ครอบครัวเป็นกุญแจสำคัญในการนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษา การเฝ้ามองบุคคลอันเป็นที่รักต้องเจ็บปวดรวมถึง[4] ความรู้สึกที่ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ ยิ่งทำให้ครอบครัวเกิดความเครียดและทรมานใจ ผู้ใกล้ชิดอาจจะมีคำถามในใจว่า “เราจะพูดคุยสื่อสารกับคนที่เรารักอย่างไร เราจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไรบ้าง” แม้จะไม่มีวิธีช่วยเหลือที่ตายตัว แต่ครอบครัวสามารถระแวดระวังสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเมื่อต้องสื่อสารกับบุคคลอันเป็นที่รักที่ติดยาเสพติดได้ ดังนี้
สิ่งที่ควรทำ:
มองถึงตัวปัญหาไม่ใช่ที่ตัวผู้ป่วย ไม่ต่อว่าผู้ป่วย
สื่อสารด้วยถ้อยคำที่เห็นอกเห็นใจและความรักจะทำให้ผู้ป่วยเปิดใจรับฟัง สื่อสารด้วยการแสดงความรู้สึกแทนที่จะต่อว่าพฤติกรรมที่ทำให้ครอบครัวทุกข์ใจ เช่น “พ่อแม่รู้สึกเหงานะ ไม่ได้เจอลูกเลย ไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันนานแล้ว” แทนที่จะบอกว่า “ลูกไม่เคยมาเยี่ยม ไม่มีเวลาให้พ่อแม่สักนิด” นอกจากนี้อย่าเพิ่งด่วนสรุป ว่าได้ทำการหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยยาเสพติดมาแล้วจะเข้าใจผู้ป่วยไปเสียทุกอย่าง ผู้ป่วยแต่ละคนมีความต้องการแตกต่างกันไป ควรถามผู้ป่วยว่า “ต้องการให้ญาติหรือครอบครัวช่วยเหลือในด้านใดอีกหรือไม่” เพื่อผู้ป่วยจะได้แสดงความคิดเห็นและได้รับการช่วยเหลือตามความต้องการที่แท้จริง
มองหาโปรแกรมที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย
ช่วงเวลาที่ครอบครัวโน้มน้าวใจผู้ป่วยให้รับการรักษาอาจต้องใช้เวลาพอสมควร ครอบครัวควรมองหาสถานบำบัดและโปรแกรมที่เหมาะสมกับผู้ป่วย หรือติดต่อไปยังสถานบำบัดที่สนใจเพื่อขอคำแนะนำไว้ล่วงหน้า
กำหนดขอบเขตความประพฤติเพื่อดัดนิสัยคนติดยา
เหมือนเป็นการบอกผลที่จะเกิดขึ้นหากผู้ป่วยประพฤติตนแบบไหน วิธีนี้ดีกว่าการบอกผู้ป่วยว่าห้ามทำหรือทำอะไรไม่ได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการบังคับผู้ป่วย ตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยขึ้นเสียงหรือตะโกน ญาติหรือผู้ใกล้ชิดจะหยุดการพูดคุยและจะกลับมาสนทนาด้วยอีกครั้งเมื่อผู้ป่วยสงบลงและยอมรับฟัง หรือแทนที่จะบอกว่า หยุดเสพยาหรือห้ามดื่ม บอกผู้ป่วยว่าญาติรู้สึกลำบากใจในขณะที่ผู้ป่วยใช้ยาหรือดื่มแอลกอฮอล์ ญาติจะไม่อยู่ด้วยหากผู้ป่วยอยู่ในสภาพที่มึนเมา
อย่าลืมดูแลตัวเอง
ครอบครัวมักมองข้ามการดูแลสุขภาพกายและใจของตนเอง เพราะมีคำกล่าวไว้ว่า การติดยาเสพติดเป็นโรคร้ายของครอบครัว มีงานวิจัยหลายฉบับเกี่ยวกับการบำบัดยาเสพติดแสดงให้เห็นว่า การติดยาเสพติดมีผลกระทบต่อคนในครอบครัวในด้านอารมณ์และพฤติกรรมทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และจะส่งผลต่อพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ในอนาคตด้วย (Lander L. , Howsare J. & Byrne M., 2013) อย่างไรก็ดี จงจำไว้ว่า “ครอบครัวไม่ได้สร้างปัญหานี้ ครอบครัวไม่สามารถรักษาผู้ป่วยเองได้ และครอบครัวไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ใด ๆ ได้เลย” นี่เป็นเรื่องของผู้ป่วยที่ต้องเผชิญหน้าและฝ่าฟันปัญหาของตนเองไปให้ได้ ครอบครัวมีหน้าที่ซัพพอร์ตและเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยในการเข้ารับการบำบัด จึงไม่ควรเครียดเกินไปและรักษาสุขภาพกายใจให้ดีอยู่เสมอ
สิ่งที่ไม่ควรทำ:
ไม่ดูถูกและตัดสินผู้ป่วย
หลีกเลี่ยงการตัดสินผู้ป่วยและระวังภาษาที่ใช้สื่อสารกับผู้ป่วย ไม่ควรว่ากล่าวหรือดูถูกผู้ป่วย เช่น เป็นพวกขี้ยา พวกติดยา หรือทำให้ครอบครัวเสียชื่อเสียง สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการจากครอบครัวคือ ความรัก ความเข้าใจ และไม่ตัดสินพวกเขา
ไม่มองข้ามปัญหาที่เกิดขึ้น
บางครอบครัวพยายามที่จะปฏิเสธว่าสมาชิกได้ติดยาเสพติดเพราะรับไม่ได้ ครอบครัวต้องยอมรับความจริงเพื่อเตรียมพร้อมรักษาผู้ป่วยล่วงหน้า และไม่เพิกเฉยหากสังเกตและรู้แล้วว่าสมาชิกติดยาเสพติด เพราะผู้ป่วยอาจจะอายที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือก่อน
ไม่ใช้การบังคับให้ผู้ป่วยให้เลิกยา
ครอบครัวไม่ควรบังคับให้ผู้ป่วยเลิกยาและเข้ารับการรักษา แต่เป็นเรื่องที่ผู้ป่วยต้องตัดสินใจและยอมรับการรักษาเองถึงจะทำให้การรักษาได้ผลดีในระยะยาว หากผู้ป่วยไม่พร้อมที่จะเลิกยาเอง ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะกลับไปเสพซ้ำ (relapse) อีก
ไม่เปิดช่องทางช่วยเหลือผู้ป่วยโดยไม่รู้ที่มา
บ่อยครั้งที่ครอบครัวช่วยเหลือผู้ป่วยโดยไม่รู้สาเหตุ ในทางตรงกันข้ามอาจจะยิ่งเป็นการสนับสนุนให้การเสพติดดำเนินต่อไป เช่น บางกรณีที่ครอบครัวให้เงินสมาชิกยืมโดยไม่รู้ว่านำเงินไปใช้จ่ายอะไร ซึ่งความจริงแล้วผู้ป่วยนำเงินไปซื้อยาเสพติด ดังนั้น ครอบครัวจึงควรสอดส่องพฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัวด้วยว่าผิดปกติไปหรือไม่
ไม่ยอมแพ้หรือถอดใจต่อการช่วยเหลือ
ครอบครัวอาจจะรู้สึกโกรธที่สมาชิกในครอบครัวปฏิเสธความช่วยเหลือ ปฏิเสธการรักษา หรือแม้แต่กลับไปเสพซ้ำใหม่อีกครั้ง ซึ่งทำให้ครอบครัวเหนื่อยและถอดใจ วิธีเลิกยาเสพติดได้อย่างถาวรเป็นเรื่องที่ท้าทายแต่สามารถทำได้หากแต่ครอบครัวต้องมีความพยายาม เมตตาและให้ความรักความเข้าใจแก่ผู้ป่วย นอกจากจะให้กำลังใจผู้ป่วยแล้วครอบครัวต้องให้กำลังใจตนเองด้วยว่าผู้ป่วยจะรักษาหายได้ หากตั้งใจและมีกำลังใจที่ดีจากครอบครัว
ภูฟ้าสามารถช่วยซัพพอร์ตครอบครัวที่ต้องอยู่กับผู้ป่วยยาเสพติดได้
เพราะภูฟ้ามีผู้ชำนาญการ นักจิตวิทยา และบุคลากรด้านการบำบัดผู้ติดยาเสพติดที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี เป็นสถานบำบัดฟื้นฟูที่เหมาะสมในการบำบัดยาเสพติดทั้งด้านสิ่งแวดล้อม โปรแกรมและกิจกรรมการบำบัด ทางภูฟ้าใช้กระบวนการรักษาที่ชัดเจน เอาใจใส่และเข้าใจความต้องการของผู้ป่วยแต่ละรายอย่างเข้าใจ (individualize) โดยผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเครียดหรือกดดัน ซึ่งจะช่วยบรรเทาความกังวลแก่ครอบครัวของผู้ป่วยได้อีกทางหนึ่งว่าสมาชิกอันเป็นที่รักจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ดุจญาติมิตร นอกจากนี้ ยังให้คำแนะนำครอบครัวในด้านต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาที่สมาชิกของครอบครัวรับการรักษาที่ภูฟ้า
ทางภูฟ้ายินดีให้คำปรึกษาหลังการบำบัดด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิต การกลับเข้าสู่สังคม ความสัมพันธ์ของผู้ป่วยและคนในครอบครัว รวมถึงการวางแผนอนาคต ภูฟ้าไม่ใช้วิธีการบำบัดโดยการอาเจียน หรือ “หักดิบ” จึงทำให้ผู้ป่วยวางใจได้ว่า การมารักษาที่ภูฟ้านั่นเต็มไปด้วยความอบอุ่น และห่วงใยอย่างจริงใจจากผู้บำบัด
หากต้องอยู่ร่วมกับสมาชิกที่ติดยาเสพติด ครอบครัวต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ติดยาเสพติดเพื่อเตรียมความพร้อมตนเองต่อการรับมือกับผู้ป่วย วางแผนการโน้มน้าวทั้งการสื่อสารด้านวัจนและอวัจนภาษาที่เหมาะสมกับผู้ติดยาเสพติด ไม่ว่ากล่าวสมาชิกในครอบครัวแต่ควรมุ่งประเด็นไปที่ปัญหาเรื่องยาเสพติดและการบำบัด เมื่อรู้แล้วว่าสิ่งใดควรหลีกเลี่ยงปฏิบัติต่อผู้ติดยาเสพติด ก็ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อให้บังเกิดผลสูงสุดแก่ผู้ป่วย และสิ่งสำคัญที่ทำให้ครอบครัวอยู่ร่วมกันกับผู้ติดยาเสพติดได้คือ การยอมรับความจริง ว่าสมาชิกในครอบครัวได้ติดยาเสพติดแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ครอบครัวจะเข้าใจปัญหาของผู้ติดยาเสพติด เห็นอกเห็นใจและปรับวิธีการสื่อสารต่อผู้ติดยาเสพติด เพื่อนำผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ปรึกษาเรา โทร. 1522
***************************************
ข้อมูลอ้างอิง
มูลนิธิรณรงค์ช่วยให้เลิกบุหรี่และสารเสพติด (2018) . ลักษณะของผู้ใช้ยาเสพติด: การสังเกตอาการของผู้ใช้ยาเสพติดเบื้องต้น. Retrieved on 28 August, 2022, from https://saf.or.th/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%95%E0%B8%B4/
ศูนย์วิชาการด้านยาเสพติด (2004) . ทำอย่างไรเมื่อคนใกล้ชิดติดยา. Retrieved on 29 August, 2022, from https://nctc.oncb.go.th/ewt_news.php? nid=330&filename=index
Into Action Recovery Center (n.d.) . 8 Ways To Convince Someone To Go To Rehab. Retrieved on 3 September, 2022, from https://www.intoactionrecovery.com/8-ways-to-convince-someone-to-go-to-rehab/
Lander L. , Howsare J. & Byrne M. (2013) . The Impact of Substance Use Disorders on Families and Children: From Theory to Practice. Soc Work Public Health. 2013; 28 (0) : 194–205. Retrieved on 5 September, 2022, from https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3725219/
Osbourne, N. & Generes, M, W. (2022) How to Encourage Someone to Go to Rehab (The Dos and Don’ts) Retrieved on 4 September, 2022, https://americanaddictioncenters.org/rehab-guide/convincing-someone-to-go
Schwartz, K. , (2019) . Five Ways to Convince Someone Go To Rehab.Retrieved on 29 August, 2022, from https://granitemountainbhc.com/blog/five-ways-to-convince-someone-go-to-rehab/
Turnbridge, (n.d.) . How To Convince Someone You Love Go To Rehab. Retrieved on 28 August, 2022, from https://www.turnbridge.com/news-events/latest-articles/how-to-convince-someone-to-go-to-rehab/#
Wynschenk, G. (n.d.) . 5 Dos and Don’ts When Your Partner Is Struggling with Addiction. Retrieved on 2 September, 2022, from https://mountainside.com/blog/family-wellness/5-dos-and-donts-when-your-loved-one-is-struggling-with-addiction/
บทความที่คุณอาจสนใจ
การรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยหรือไม่? พยายามตักเตือนลูกให้เลิกยาเสพติด แต่กลับยิ่งถูกต่อต้าน หรือสถานการณ์แย่ลง นั่นเพราะจุดเร...
เตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยได้ยินหรือไม่? ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล ยาในกลุ่มยานอนหลับอีกหนึ่งตัวที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประส...
ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี
โพสต์เมื่อ 09 กุมภาพันธ์ 2569
เลิกยาเสพติดผิดวิธี อันตรายแต่ผลที่ตามมามากกว่าที่คิด ผู้ป่วยยาเสพติดแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่าง...