5 วิธีตรวจสารเสพติด วิธีไหนแม่นยำที่สุด? - ภูฟ้าเรสท์โฮม
11 เมษายน 2566
วิธีตรวจสารเสพติดที่นอกเหนือจากการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะมีอะไรบ้าง การตรวจสารเสพติดสามารถตรวจได้อย่างไร แม่นยำแค่ไหน และสามารถโกงได้หรือไม่ บทความนี้มีคำตอบ การตรวจสารเสพติดสามารถตรวจได้
วิธีตรวจสารเสพติดมีกี่วิธี ผลตรวจแม่นยำหรือไม่
ปัญหาการติดยาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบในระดับโลก เพราะนอกจากจะเป็นปัญหาทางกฎหมายแล้ว การติดสารเสพติดส่งผลให้ผู้ป่วยติดยาเสพติดมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ทั้งร่างกาย และจิตใจ รวมถึงมีปัญหาการเข้าสังคม
การบำบัดยาเสพติดจึงเป็นหนทางสำคัญในการพาผู้ป่วยให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างราบรื่น และเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ดีที่สุด การตรวจสารเสพติดจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้พิษยาเสพติดให้ได้อย่างแม่นยำ
ในบทความนี้ ภูฟ้าเรสท์โฮมจะพาทุกคนไปรู้จักว่าวิธีตรวจสารเสพติดนั้นมีกี่วิธี มีลักษณะการทำงานอย่างไร รวมถึงผลลัพธ์ของแต่ละวิธีมีความแม่นยำ และน่าเชื่อถึงมากแค่ไหน
บทความที่เกี่ยวข้อง:
การตรวจสารเสพติด คืออะไร
การตรวจสารเสพติด เป็นกระบวนการที่ใช้การวิเคราะห์ตัวอย่างทางชีวภาพอย่างละเอียดเพื่อตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย โดยตัวอย่างทางชีวภาพ ได้แก่ ปัสสาวะ, เลือด, น้ำลาย, เส้นผม, และเหงื่อ ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี และข้อจำกัดของตัวเอง โดยการเลือกวิธีตรวจสารเสพติดนั้นจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะ และวัตถุประสงค์ของการตรวจ
ยกตัวอย่างกรณีที่มีการตรวจสารเสพติด เช่น การบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด การตรวจสารเสพติดเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้แพทย์สามารถรู้ว่าผู้ป่วยมีการใช้ยาเสพติดอะไร หากมีการตรวจสารเสพติดของผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอจะสามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะอาการกำเริบเมื่อไร ช่วยให้สามารถปรับแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม และป้องกันการกลับไปเสพซ้ำของผู้ป่วย
นอกจากการตรวจสารเสพติดจะถูกใช้เพื่อบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดแล้ว ยังถูกใช้ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อตรวจผู้ที่ต้องรับการตรวจสารเสพติดเป็นประจำภายใต้เงื่อนไขของการคุมประพฤติ และตัดสินว่ามีการละเมิดเงื่อนไขหรือไม่
วิธีการตรวจสารเสพติดมีอะไรบ้าง?
1. การตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ
การตรวจปัสสาวะเป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุด เนื่องจากสามารถเก็บตัวอย่างได้ง่าย, มีต้นทุนต่ำ, และยังสามารถตรวจจับยาเสพติดได้หลายชนิด เช่นและกัญชา, โคเคน, ฝิ่น, แอมเฟตามีน รวมถึงสารเสพติดที่มีการใช้มาเป็นระยะเวลานาน
จากข้อมูลของสำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์ ได้ให้ข้อมูลของวิธีการเก็บตัวอย่างดังนี้
- ปัสสาวะปริมาณไม่ต่ำกว่า 30 มิลลิลิตร
- ต้องจัดส่งห้องปฏิบัติการภายใน 48 ชั่วโมง ในสภาพแช่เย็น 4-8 องศาเซลเซียส
- อยู่ในภาชนะปิด ป้องกันการปนเปื้อนของตัวอย่าง
- จะตรวจพบหลังจากเสพในระยะ 1-3 วัน หากเกิน 7 วันจะไม่สามารถตรวจพบได้ (ขึ้นอยู่กับชนิดของยา และสภาพร่างกายของผู้เสพ)
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการตรวจปัสสาวะ จะสังเกตได้ทันทีเมื่อมีการปัสสาวะออกมาเป็นสีม่วง แต่ในความจริงแล้ว จะต้องนำปัสสาวะไปผสมกับสารเคมีที่ใช้ในการตรวจหายาเสพติด จากนั้นผลการตรวจปัสสาวะจะแสดงเป็นผลบวก และให้สีม่วง จึงเป็นที่มาที่พูดกันติดปากว่า “ฉี่ม่วง” นั่นเอง“ฉี่ม่วง” นั่นเอง
อีกข้อดีของการตรวจปัสสาวะ คือ ระยะเวลาในการตรวจที่สั้นกว่าเมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ แต่ข้อจำกัดคือ ผลการตรวจอาจได้รับผลกระทบจากการเจือจางจากน้ำแทน ส่งผลให้ความแม่นยำของผลลดลง แต่สามารถใช้การคัดกรองลดผลกระทบได้
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม: การคัดกรองจะใช้เพื่อตรวจจับสารอื่น ๆ ที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกับยาเสพติดออก เพื่อป้องกันการแสดงผลที่ผิดพลาด (ตรวจแล้วเป็นสีม่วง มีผลบวกเหมือนกัน) เช่น คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine), ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine), เฟนิลโปรปาโนลามีน (Phenylpropanolamine), เฟนฟลูรามีน (Fenfluramine), เฟนเทอร์มีน (Phentermine), และรวมไปถึงยาลดความอ้วน และยาที่ทำให้ไม่ง่วงด้วย
2. การตรวจสารเสพติดในเลือด
การตรวจเลือดถือเป็นวิธีการตรวจสารเสพติดที่แม่นยำมากกว่าการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ เนื่องจากเป็นการวิเคราะห์ผ่านตัวอย่างเลือด มักเป็นวิธีที่ใช้เพื่อตรวจหาการใช้สารเสพติดที่เพิ่งผ่านมาในระยะเวลาไม่นาน เนื่องจากตัวยาจะถูกดูดซึมสู่กระแสเลือดหลังจากการใช้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ตัวอย่างสถานการณ์ที่ใช้การตรวจเลือด เช่น การตรวจในผู้ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งคาดว่ามีสาเหตุมาจากการใช้สารเสพติด เป็นต้น
ซึ่งนี่คือข้อดีที่สำคัญของการตรวจสารเสพติดในเลือด ที่สามารถตรวจพบการใช้ยาเสพติดครั้งสุดท้ายในระยะเวลาสั้นกว่าวิธีการตรวจอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น การตรวจปัสสาวะ ที่จะตรวจพบหลังการใช้ประมาณ 1-2 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณการเสพยาและชนิดของยาด้วย
อย่างไรก็ตาม การตรวจสารเสพติดในเลือดมีราคาแพงกว่า และใช้เวลาในขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์นานกว่า จึงนิยมใช้การตรวจปัสสาวะที่ให้ผลในเบื้องต้นได้เหมือนกันแทน
3. การตรวจสารเสพติดในน้ำลาย
การตรวจน้ำลายมีจุดเด่นที่ช่วยเรื่องการตรวจพบการใช้ยาที่เพิ่งใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ (อาจห่างจากการใช้ครั้งล่าสุดนานถึง 48 ชั่วโมง) แต่มีความแม่นยำน้อยกว่าเมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ เนื่องจากสารปนเปื้อน เช่น น้ำที่ดื่ม อาหารที่เพิ่งรับประทาน เป็นต้น
เช่นเดียวกันกับการตรวจยาเสพติดในเลือด การตรวจน้ำลายมักถูกใช้ในสถานการณ์ที่ต้องสงสัยว่าเพิ่งมีการใช้ยา วิธีนี้จึงสามารถใช้ในการตรวจสารเสพติดตามท้องถนน หรือ การสกรีนคนเข้าทำงาน เพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากเท่าการตรวจเลือด เก็บตัวอย่างได้เร็ว และให้ผลหลังจากการใช้ครั้งล่าสุดแม่นยำกว่าการตรวจในปัสสาวะ
วิธีการตรวจแบบน้ำลาย เป็นวิธีตรวจที่ค่อนข้างใหม่ โดยจะใช้ก้านสำลีถูเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งในช่องปาก หรือ เก็บน้ำลายลงในภาชนะสำหรับเก็บตัวอย่าง และส่งไปยังห้องปฏิบัติการ โดยทั่วไปจะตรวจพบการใช้แอลกอฮอล์, แอมเฟตามีน, โคเคน, สารจำพวกโอปิออยด์ (เช่น เฮโรอีน), เบนโซไดอะซิปีน, และกัญชา
4. การตรวจสารเสพติดในเส้นผม
การตรวจสารเสพติดในเส้นผมสามารถตรวจพบการใช้สารเสพติดเรื้อรัง โดยมีระยะเวลานานถึง 90 วันหลังจากการใช้ยาครั้งล่าสุด (การตรวจด้วยปัสสาวะและน้ำมีระยะแค่ไม่กี่วันเท่านั้น) และสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับความถี่ ไปจนถึงรูปแบบการใช้ยา จึงเป็นวิธีที่ช่วยในการวิเคราะห์เพื่อบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดได้แม่นยำ
วิธีตรวจนี้ทำได้โดยเก็บตัวอย่างผมจากด้านหลังศีรษะ ตัดให้ใกล้กับหนังศีรษะให้มากที่สุดเพื่อประเมินการใช้ยาครั้งล่าสุด แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยศีรษะล้าน หรือโกนศีรษะ ก็สามารถใช้ขนส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ขนรักแร้ ขนขา ตัวอย่างยาเสพติดที่สามารถตรวจหาได้ เช่น โคเคน กัญชา ฝิ่น ยาบ้า และเฟนไซลิดีน (PCP)
ถึงแม้ว่าการตรวจสารเสพติดจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับการใช้ยาของผู้ป่วยได้ดี แต่ก็มีราคาที่สูงกว่าการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ และอาจใช้ไม่ได้ผลหากผมถูกสารเคมี เช่น การใช้แชมพูดีท็อกซ์ผม, การทำทรีตเมนต์, การฟอกสีผม, หรือปัจจัยภายนอกอื่น ๆ
5. การตรวจสารเสพติดในเหงื่อ
การตรวจสารเสพติดจากเหงื่อเป็นอีกวิธีที่สามารถตรวจการใช้ยาเสพติดเรื้อรัง โดยสามารถตรวจพบการใช้ยาครั้งสุดท้ายที่มีระยะเวลาห่างกว่าปัสสาวะหรือเลือด โดยมีระยะเวลาอยู่ที่ประมาณ 7-14 วัน เนื่องจากยาถูกขับผ่านทางต่อมเหงื่อ นิยมใช้ในโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพ และ การบำบัดยาเสพติด ซึ่งจำเป็นต้องใช้ประวัติการใช้ยาประกอบการรักษา โดยจะเก็บเหงื่อจากผิวหนังผ่านการใช้แผ่นแปะ หรือ อุปกรณ์เก็บเหงื่อแบบพิเศษ
ทว่าด้วยข้อจำกัดเรื่อง อุณหภูมิ, การออกกำลังกาย (การผลิตเหงื่อ), ความเครียด ผลลัพธ์ที่ได้อาจมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล วิธีนี้จึงไม่ได้นิยมอย่างแพร่หลายนัก
โดยสรุปจากการตรวจสารเสพติด 5 วิธี คือ
- ตรวจปัสสาวะ - นิยมใช้แพร่หลาย ตรวจง่าย แต่อาจไม่พบการใช้ยาครั้งล่าสุด ตัวอย่างปนเปื้อนง่าย
- ตรวจเลือด - แม่นยำที่สุด สามารถตรวจพบได้หลังจากการใช้ยาไม่กี่ชั่วโมง แต่มีค่าใช้จ่ายสูง ใช้เวลาตรวจนานกว่า
- ตรวจน้ำลาย - ตรวจง่าย อุปกรณ์น้อย แต่ความแม่นยำต่ำ
- ตรวจเส้นผม - ตรวจการใช้ยาแบบเรื้อรังได้นานที่สุด โกงได้ยาก แต่ค่าใช้จ่ายสูง และใช้ไม่ได้ผลกับการตรวจยาที่เพิ่งใช้
- ตรวจเหงื่อ - ตรวจการใช้ยาแบบเรื้อรังได้ มีค่าใช้จ่ายสูง แต่ผลลัพธ์อาจไม่แม่นยำนัก จากปัจจัยภายนอก
สารเสพติดสามารถอยู่ในร่างกายได้นานกี่วัน
National Institute on Drug Abuse และ American Addiction Centers ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินระยะเวลาของสารเสพติดที่สามารถตรวจได้จากการตรวจแต่ละวิธีไว้ดังนี้
โดยเป็นการคาดการณ์ระยะเวลาเท่านั้น เนื่องจากผลการตรวจหาอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น การเผาผลาญ/เมตาบอลิซึมของแต่ละคน, ความถี่และปริมาณการใช้ยา, ความไวต่อกระบวนการตรวจยา
ผลการตรวจยาเสพติดสามารถโกงได้หรือไม่
สามารถโกงได้ กล่าวตามตรง คือ มีหลายวิธีที่ทำให้ผลการตรวจยาเสพติดออกมาไม่ตรงกับความจริง ทั้งในแบบที่ตั้งใจ และไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตรวจปัสสาวะ
โดยผู้ป่วยอาจพยายามเจือจางตัวอย่างปัสสาวะด้วยน้ำ, การใช้ปัสสาวะสังเคราะห์, ใช้ยาล้างพิษยาเสพติดเพื่อปกปิดการมีอยู่ของยา, หรือแทนที่ตัวอย่างปัสสาวะด้วยปัสสาวะของบุคคลอื่น เช่นเดียวกันกับการเก็บตัวอย่างน้ำลาย
วิธีการตรวจที่สามารถโกงได้ยากที่สุด คือ การตรวจยาเสพติดโดยใช้ตัวอย่างเส้นผมที่เจ้าหน้าที่จะเก็บตัวอย่างจากศีรษะของผู้ป่วยโดยตรง แต่ก็สามารถเลี่ยงได้โดยการโกนเส้นขนทั้งร่างกาย, การใช้แชมพูดีท็อกซ์ผม, หรือการฟอกสีผมเช่นกัน
การปกปิดหรือปลอมแปลงผล มีผลทางกฎหมาย และทำให้แพทย์ช่วยเหลือผู้ป่วยในการบำบัดรักษาได้ไม่ตรงจุดกับพฤติกรรมการใช้ยาเสพติดจริงของผู้ป่วยได้
อย่างไรก็ตาม การโกงผลยาเสพติด อาจมีสาเหตุมาจากการกลัวการเข้ารับบำบัดยาเสพติดได้เช่นกัน ครอบครัวควรเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้าใจ, ให้กำลังใจ, และพาผู้ป่วยกลับสู่สังคมอย่างแข็งแรง
บทความที่เกี่ยวข้อง:
วิธีหลีกเลี่ยงการโกงผลตรวจยาเสพติด
เราสามารถป้องกันการโกงผลตรวจยาเสพติดได้หลายวิธี เช่น
1. สุ่มตรวจ
ผู้ป่วยไม่รู้ว่าจะมีการตรวจเมื่อไร ทำให้โกงได้ยาก
2. สังเกตระหว่างการเก็บตัวอย่าง
ช่วยป้องกันการทำให้ตัวอย่างปนเปื้อน หรือสับเปลี่ยนตัวอย่าง
3. ตรวจอุณหภูมิ
มักใช้ในการตรวจปัสสาวะ อุณหภูมิต่ำกว่าปกติ อาจหมายความได้ว่าตัวอย่างนั้นถูกเจือจาง
4. ความต่อเนื่องของการครอบครองรักษาวัตถุหลักฐาน (Chain of Custody)
เป็นหลักฐานแสดงการลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด ตั้งแต่การเก็บหลักฐาน, การควบคุมการเข้าถึง, การส่งมอบ, ไปจนการทำลายหลักฐาน เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลง, การสูญหาย, หรือการปนเปื้อนของหลักฐาน
5. การตรวจด้วยเส้นผม
สามารถโกงผลตรวจได้ยาก แต่อาจใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์ เช่น ต้องการตรวจการใช้ยาครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน
การบำบัดยาเสพติดที่ดีที่สุดให้กับคนที่คุณรัก
การตรวจยาเสพติด คือ ขั้นตอนที่ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถวิเคราะห์หาพฤติกรรมการใช้ยา, ชนิดของยา, และความถี่ในการใช้ได้ โดยในการตรวจปัสสาวะและน้ำลาย สามารถให้ผลในเบื้องต้นได้ หลายที่นิยมใช้ร่วมกับการตรวจเลือดเพื่อความแม่นยำ และมีการตรวจเส้นผมและเหงื่อ ในกรณีผู้ป่วยที่มีการใช้ยาเสพติดเป็นระยะเวลานาน เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับการบำบัด
อย่างไรก็ตามการตรวจยาเสพติดเป็นเพียงก้าวแรกเพื่อเตรียมพร้อมสู่การบำบัดเท่านั้น การรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดควรดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงได้อย่างตรงจุด
ภูฟ้าเรสท์โฮม คือ สถานฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดเอกชนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เรามีแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะด้าน และนักจิตบำบัดที่พร้อมดูแลคุณ และคนที่คุณรักเหมือนกับครอบครัวของเรา
ติดต่อเราได้ที่นี่ หรือ โทร. 1522 เพื่อปรึกษาผู้ชำนาญการด้านการบำบัดยาเสพติดภูฟ้าเกี่ยวกับการเข้ารับการบำบัด นอกจากนี้เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้คำปรึกษาหลังการบำบัดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิต ความสัมพันธ์ หรือการวางแผนอนาคต เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ป่วยเลิกยาเสพติดได้อย่างมั่นใจ และไม่กลับมาใช้ซ้ำอีก
National Institute on Drug Abuse (NIDA), Substance Abuse and Mental Health Services Administration (SAMHSA), American Addiction Centers, LabCorp, Quest Diagnostics, Mayo Clinic, วงการแพทย์, สำนักยาและวัตถุเสพติด, Hdmall, labtestsonline, medlineplus, Quest Diagnostics, breathalysers, NJT-drug test, สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, มหาวิทยาลัยศิลปากร 2088
บทความที่คุณอาจสนใจ
การรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยหรือไม่? พยายามตักเตือนลูกให้เลิกยาเสพติด แต่กลับยิ่งถูกต่อต้าน หรือสถานการณ์แย่ลง นั่นเพราะจุดเร...
เตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยได้ยินหรือไม่? ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล ยาในกลุ่มยานอนหลับอีกหนึ่งตัวที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประส...
ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี
โพสต์เมื่อ 09 กุมภาพันธ์ 2569
เลิกยาเสพติดผิดวิธี อันตรายแต่ผลที่ตามมามากกว่าที่คิด ผู้ป่วยยาเสพติดแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่าง...