ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

CATEGORY / ARTICLE

แชร์

ความสงสารของคุณในวันนี้… คือยาพิษที่ทำร้ายลูกในวันหน้า

21 มกราคม 2569

ลูกติดยาเสพติดแต่รู้สึกสงสาร ยังไม่กล้าพาไปบำบัด? รู้ไว้ก่อนสาย! อันตรายจากการซื้อเวลากับปัญหายาเสพติด วิธีเลิกยาเสพติด และการเปิดใจคุยกับลูกให้ยอมรับการช่วยเหลือ

รูปปก ความสงสารของคุณในวันนี้คือยาพิษทำร้ายลูกในวันหน้า

เมื่อพ่อแม่รู้ว่าลูกติดยาเสพติด หัวใจของผู้เป็นพ่อเป็นแม่นั้นคงแตกสลายมิใช่น้อย และอยากที่จะให้ลูกหายขาดจากการใช้ยาเสพติดได้ แต่ด้วยความรักและความห่วงใยที่มีต่อลูก ทำให้เกิดความสงสารเมื่อลูกต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้ แต่หลายครั้ง "ความสงสาร" ที่เกิดขึ้นทำให้ไม่กล้าที่จะตัดสินใจให้ลูกเข้าสู่กระบวนการบำบัด สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นตัวการที่ทำให้ลูกจมอยู่กับยาเสพติดลึกลงไปทุกวัน จนอาจถึงขั้นพรากชีวิตของลูกไปในที่สุด "ความสงสาร" ที่เกิดขึ้นทำให้ไม่กล้าที่จะตัดสินใจให้ลูกเข้าสู่กระบวนการบำบัด สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นตัวการที่ทำให้ลูกจมอยู่กับยาเสพติดลึกลงไปทุกวัน จนอาจถึงขั้นพรากชีวิตของลูกไปในที่สุด

บทความนี้จะพามาทำความเข้าใจว่า ทำไมการ "ซื้อเวลา" ด้วยความสงสารจึงอันตรายถึงชีวิต และจะเริ่มต้นพาลูกเข้ารับการบำบัดยาเสพติดได้อย่างไร เพื่อให้ลูกได้กลับมามีชีวิตที่สมบูรณ์อีกครั้ง


ผู้ปกครอง 'รู้ว่าลูกติดยา' แต่ทำไมยังลังเลไม่พาไปบำบัด?

ในความเป็นจริง แน่นอนว่าผู้ปกครองจำนวนมากรับรู้ดีว่าลูกของตนกำลังมีปัญหายาเสพติด แต่กลับเลือกที่จะ "ซื้อเวลา" รอวันที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้เอง ไม่กล้าพาไปรับการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสาเหตุหลักๆ มักมาจาก

ความสงสารและเห็นใจลูก

พ่อแม่หลายคนอาจคิดว่าการพาลูกไปอยู่ที่สถานบำบัดยาเสพติดอาจเป็นเหมือนการปล่อยลูกไปเผชิญปัญหาเพียงคนเดียว หรือส่งลูกไปอยู่ในสถานที่ที่เหมือน "คุก" ทำให้รู้สึกผิดและสงสารลูก โดยเฉพาะเมื่อลูกอ้อนวอนว่าจะเลิกเอง จะไม่เสพอีก หัวใจของพ่อแม่ย่อมอ่อนไหวและเชื่อคำพูดเหล่านั้น

คิดว่าลูกยังเสพไม่มาก สามารถเลิกเองได้

หลายครอบครัวมองว่าลูกเพิ่งเริ่มเสพ หรือเสพเป็นครั้งคราว จึงคิดว่ายังควบคุมได้ ยังไม่ถึงขั้นลูกติดยาเสพติดจริงๆ และเชื่อว่าด้วยการพูดคุย การดูแลใกล้ชิด หรือการควบคุมเงิน ก็จะทำให้ลูกเลิกยาเสพติดได้เอง

กลัวมีประวัติเสียติดตัวลูก

ผู้ปกครองอาจกลัวว่าหากพาลูกไปรับการบำบัดยาเสพติด จะมีประวัติติดตัว ส่งผลต่ออนาคตในการเรียน การทำงาน หรือทำให้ครอบครัวเสียชื่อเสียง

ค่าใช้จ่ายในการรักษา

หลายครอบครัวกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่คิดว่าอาจจะสูง อาจมองว่าการเข้ารับการบำบัด
ที่สถานบำบัดยาเสพติดทำให้สิ้นเปลือง หรือคิดว่าตนเองมีทุนทรัพย์ไม่เพียงพอ จึงเลือกที่จะไม่พาลูกเข้ารับการบำบัด

ผู้ปกครองอาจขาดการรับรู้หรือความเข้าใจในการบำบัด

บางครอบครัวต้องการที่จะหาทางออกช่วยลูก แต่ไม่รู้ว่าจะหาข้อมูลจากที่ไหน ต้องไปที่ไหน หรือจะมีวิธีคุยกับคนติดยาอย่างไรให้ลูกยอมรับการช่วยเหลือ ความไม่รู้และความกลัวทำให้เลือกที่จะนิ่งเฉยและรอดูอาการไปเรื่อยๆ

การที่ผู้ปกครองเลือกที่จะ "รอ" หรือ "ซื้อเวลา" ไว้ด้วยความสงสารนั้น ไม่ได้ถือว่าเป็นการช่วยลูกแต่อย่างใด กลับทำให้ลูกจมลึกลงไปในวังวนของยาเสพติดมากขึ้นทุกวัน และอาจพรากโอกาสในการรักษาไปในที่สุด


การ "รอ" ให้ลูกเลิกยาเสพติดเอง มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

การเลิกยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการใช้ "ใจ" หรือ "ความตั้งใจ" อย่างเดียวในการเลิกได้ เพราะผู้เสพนั้นได้รับผลกระทบจากยาเสพติดทั้งต่อระบบประสาทและสมอง สภาพจิตใจ รวมถึงสภาพร่างกาย ยิ่งปล่อยไว้นาน ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้นในหลายๆด้าน

รูปภาพประกอบ


ความเสี่ยงอันตรายต่อร่างกาย

การเสพยาเสพติดต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ระบบหายใจ ระบบหัวใจ ระบบตับ และระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นบ่อเกิดที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ เกิดโรคร้ายแรงหรืออาการป่วยเรื้อรังได้ นอกจากนี้ ในผู้เสพที่มีการเสพยาเสพติดที่ต้องใช้เข็มฉีดยาร่วมกันยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV เนื่องจากเลือดที่มีไวรัสจากผู้ใช้เข็มในรายก่อนหน้าจะเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ใช้รายถัดไปโดยตรง ซึ่งเพิ่มโอกาสการติดเชื้อ HIV ได้อย่างมากและเป็นช่องทางสำคัญในการแพร่ระบาดของโรคในกลุ่มผู้ที่ฉีดยาเสพติดร่วมกัน

ความเสี่ยงอันตรายต่อจิตใจและสมอง

ยาเสพติดส่งผลกระทบทั้งต่อจิตใจและอารมณ์ โดยเข้าไปทำลายการทำงานของประสาทและสมอง ผู้ที่ใช้ยาเสพติดเป็นเวลานานอาจมีอาการผิดปกติทางด้านประสาทหรือเกิดโรคเกี่ยวกับจิตเวช

  • มีอาการซึมเศร้า
  • มีภาวะวิตกกังวล
  • สติเลื่อนลอย
  • ขาดสติสัมปชัญญะ
  • เกิดโรคจิตเภท(Psychosis) ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมอารมณ์และความคิดตนเองได้

ความเสี่ยงอันตรายต่อคนรอบข้าง

การติดยาเสพติดไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้เสพ โดยบุคคลที่จะได้รับผลกระทบอย่างมากก็คงหนีไม่พ้นครอบครัว เมื่อผู้เสพต้องซื้อยาเสพติดอาจนำไปสู่การลักขโมยทรัพย์ของคนในบ้าน การหลอกลวงเอาเงินจากคนในครอบครัว หรือแม้กระทั่งการใช้ความรุนแรงเมื่อไม่ได้ยา ครอบครัวอาจต้องเผชิญกับความเครียด ความกลัว และความไม่ปลอดภัยในบ้านของตนเอง นอกจากนี้ยังเป็นภัยต่อสังคมรอบข้างอีกด้วย

เสี่ยงต่อการเรียน การงาน และอนาคต

เมื่อคนติดยาเสพติดแล้วจะค่อยๆ สูญเสียแรงจูงใจในชีวิต สิ่งที่เคยสนใจอาจกลายเป็นไม่สำคัญอีกต่อไป ทำให้อาจเกิดความบกพร่องในหน้าที่และการใช้ชีวิต เช่น ขาดเรียน ขาดงาน ทำหน้าที่ของตนเองได้ไม่สมบูรณ์ จนอาจถึงขั้นถูกไล่ออกหรือไม่สามารถใช้ชีวิตแบบปกติได้

ความเสี่ยงต่อการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำ

ผู้ติดยาเสพติดที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดด้วยตนเอง มักมีโอกาสสูงที่จะกลับไปใช้ซ้ำเนื่องจากไม่ได้มีการเรียนรู้ทักษะในการจัดการกับสิ่งกระตุ้น หรือเมื่อต้องเจอสถานการณ์ความเครียด เนื่องจากสมองยังคงเชื่อมโยงสารเสพติดเข้ากับแหล่ง "การตอบสนองความสุขหรือการบรรเทาความเครียด" เช่นเดิม

เสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

สำหรับผู้ที่ติดยาเสพติด ย่อมมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากพิษยาเสพติดได้มากกว่าคนปกติ ซึ่งสาเหตุอาจมาจาก

  • อุบัติเหตุขณะเมายา
  • การใช้ยาเกินขนาด (overdose)
  • โรคแทรกซ้อนจากการเสพติดเรื้อรัง
  • การฆ่าตัวตายจากภาวะซึมเศร้า



อยากให้ลูกเข้ารับการบำบัดยาเสพติด เริ่มต้นอย่างไร?

เมื่อผู้ปกครองทำความเข้าใจแล้วว่าการที่ยิ่งปล่อยวันเวลาผ่านไปโดยที่ลูกไม่ได้รับการบำบัดอย่างถูกต้องก็เหมือนระเบิดเวลาที่รอวันให้ลูกทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ก้าวต่อไปคือการเริ่มต้นช่วยลูกอย่างถูกต้อง แต่หลายครอบครัวอาจยังไม่รู้ว่าจะมีวิธีคุยกับคนติดยาหรือจะมีวิธีพาคนไปบำบัดยาเสพติดอย่างไร จึงจะสามารถทำให้ลูกยอมตกลงเข้ารับการรักษาได้

รูปภาพประกอบ

การเริ่มต้นเปิดประเด็นสนทนาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หลายครอบครัวอาจหลงลืมแล้วใช้น้ำเสียงดุด่า ตำหนิ หรือขู่ว่ากล่าว ซึ่งทำให้ลูกปิดใจและไม่ยอมรับฟัง ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม โดยวิธีที่จะเริ่มคุยกับคนติดยาเสพติดเพื่อให้เข้ารับการบำบัดได้ มีแนวทาง ดังนี้


การเลือกเวลาที่เหมาะสม ควรเริ่มเปิดประเด็นในขณะที่ลูกอยู่ในภาวะปกติ หรือมีความสงบทางด้านอารมณ์ ไม่ได้อยู่ในช่วงของการถอนยา หรือหลังการเสพสารเสพติดทันที

การแสดงความห่วงใยและหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษ

ควรเริ่มต้นด้วยการแสดงความห่วงใย เช่น "พ่อกับแม่สังเกตเห็นลูกเปลี่ยนไปเลยรู้สึกเป็นห่วง" แทนที่จะใช้คำเชิงกล่าวโทษ เช่น "ทำไมถึงทำตัวแบบนี้"

การรับฟังให้มากและการลดการโต้แย้ง

ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ระบายความรู้สึกและปัญหาที่กำลังเผชิญ โดยหลีกเลี่ยงการตัดสินหรือการแสดงความคิดเห็นออกไปทันที

การเน้นย้ำถึงการให้ความช่วยเหลือ

ควรคุยกับลูกในแนวที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ และจะผ่านปัญหานี้ไปด้วยกัน พ่อกับแม่จะช่วยอย่างเต็มที่ เป็นต้น

ชี้ให้เห็นภาพอนาคต

อธิบายให้ผู้เสพเห็นถึงผลต่ออนาคต รวมถึงผลลัพธ์ของการการเข้ารับการบำบัด และผลที่ตามมาหากไม่เข้ารับการบำบัดหรือไม่เลิกใช้ยาเสพติด ไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น อย่างเช่น ถ้าวันนี้เราเลือกที่จะเข้ารับการบำบัด อีกหนึ่งปีข้างหน้าเราจะได้นั่งทานข้าวด้วยกันอย่างอบอุ่น ได้คุยกันอย่างมีความสุข มีหน้าที่การงานอนาคตที่ดี ลูกได้สร้างครอบครัวของตัวเองที่อบอุ่น แต่ถ้าเราปล่อยให้ปัญหานี้คืบคลานต่อไป ในหนทางข้างหน้าอาจจะไม่มีภาพเหล่านี้เกิดขึ้น หรืออาจเกิดเหตุร้ายจนถึงแก่ชีวิตด้วยพิษยาเสพติด


สุดท้ายนี้ ยิ่งรอนาน ยิ่งสูญเสียมาก การเสพติดไม่ได้ดีขึ้นเองตามกาลเวลา แต่จะแย่ลงเรื่อยๆ จนในที่สุด "ความสงสาร" ของวันนี้ อาจกลายเป็น "ความเสียใจ" ที่ไม่มีวันแก้ไขได้อีก การพาลูกไปบำบัดยาเสพติดคือการให้โอกาสลูกได้มีชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง ทั้งยังเป็นการช่วยให้ครอบครัวได้กลับมามีความสุขพร้อมหน้าพร้อมตา และที่สำคัญที่สุด คือการช่วยชีวิตลูกให้รอดพ้นจากอันตรายที่กำลังคุกคามอยู่ หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหายาเสพติดภายในครอบครัว ปรึกษาเราเลยวันนี้ โทร 1522


สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนมารักษายาเสพติดที่ภูฟ้าเรสท์โฮม

บทความที่คุณอาจสนใจ

รูปหน้าปกการรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด

การรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด

โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569

เคยหรือไม่? พยายามตักเตือนลูกให้เลิกยาเสพติด แต่กลับยิ่งถูกต่อต้าน หรือสถานการณ์แย่ลง นั่นเพราะจุดเร...

หน้าปกบทความเตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!

เตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!

โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569

เคยได้ยินหรือไม่? ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล ยาในกลุ่มยานอนหลับอีกหนึ่งตัวที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประส...

ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี

ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี

โพสต์เมื่อ 09 กุมภาพันธ์ 2569

เลิกยาเสพติดผิดวิธี อันตรายแต่ผลที่ตามมามากกว่าที่คิด ผู้ป่วยยาเสพติดแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่าง...