สรุปครบเรื่องโรคสมองติดยา เสี่ยงสมองพิการถาวร - ภูฟ้าเรสท์โฮม
16 มีนาคม 2566
สมองติดยาไม่ได้แค่เกิดขึ้นกับผู้ที่เสพยามานาน แต่ยังเกิดได้กับผู้เสพที่ใช้ยาปริมาณมากในเวลาสั้นๆ กรมการแพทย์ชี้ หากรู้ตัวเร็ว รักษาได้ ก่อนเสี่ยงสมองพิการถาวร
โรคสมองติดยา เสี่ยงสมองพิการถาวร หลีกเลี่ยงได้หากรู้ตัวเร็ว!
สถานการณ์ความรุนแรงของยาเสพติดในประเทศไทยยังถือว่าเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ระดับชาติ นอกจากจะส่งผลเสียต่อตัวผู้เสพทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม หรือความมั่นคงของประเทศ
หลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างรณรงค์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ประกอบกับกฏหมายยาเสพติดและบทลงโทษในปัจจุบัน ที่มีการใช้มาตรการทางเลือกให้เหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด
รวมถึงการยึดหลัก “ผู้เสพคือผู้ป่วย” จึงถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เสพเข้ารับการบำบัดได้ทันท่วงที อีกทั้งยังช่วยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของโรคสมองติดยาในผู้ใช้ยาเสพติดระยะยาวด้วยเช่นกัน
สมองติดยาง่าย แต่สมองเลิกยายาก!
สมอง นับว่าเป็นอวัยวะที่ซับซ้อนที่สุดในร่างกายมนุษย์ มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะและระบบต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมและการแสดงออกของมนุษย์ รวมถึงการทำงานเกี่ยวกับกระบวนการรับรู้ ความคิดและอารมณ์ เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นศูนย์กลางที่ช่วยควบคุมความสมดุลของร่างกายในการดำรงชีวิตของมนุษย์เรานั่นเอง
สติปัญญาและการเจริญเติบโตของมนุษย์จะพัฒนาได้ก็เพราะสมองมีการเรียนรู้และจดจำ อย่างไรก็ตาม เมื่อสมองถูกรบกวนโดยการสอนให้เรียนรู้ และจดจำการใช้ยาเสพติดซ้ำแล้วซ้ำอีก สมองจะเกิดอาการติดยา การทำงานของสมองก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
สมองของคนติดยาเสพติด เมื่อเป็นโรคสมองติดยาจะมีกลไกของโรคคือ เมื่อเสพสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะส่งผลต่อสมอง 2 ส่วน คือ สมองส่วนคิด (Cerebral Cortex) ที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และสมองส่วนอยาก (Limbic System) ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และความรู้สึก โดยสารเสพติดจะเข้าไปกระตุ้นให้สมองหลั่งโดพามีน (Dopamine) หรือ สารสื่อประสาทที่ทำให้รู้สึกถึงความสุขและความพึงพอใจอย่างรวดเร็ว โดพามีนหลั่งออกมาเพื่อตอบสนองประสบการณ์หรือกิจกรรมที่มนุษย์พึงพอใจ ทำให้เกิดการอยากทำซ้ำ ๆ เป็นการบ่อนทำลายระบบ Reward System ของสมองโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ ยังมีผลต่อสมองส่วน Pre-frontal Cortex ที่ทำหน้าที่ในการคาดการณ์/วางแผนอนาคต ทำให้การสำนึกคิดหรือการดำรงชีวิตประจำวันมีปัญหาอีกด้วย
เมื่อผู้เสพเรียนรู้ว่าเสพยาแล้วมีความสุข สมองก็เช่นเดียวกัน สมองจะตอบสนองต่อการหลังโดพามีน ยิ่งเสพก็ยิ่งหลั่งโดพามีนออกมามากขึ้น และเมื่อไหร่ก็ตามที่สมองผลิตโดพามีนมากเกินไป สมองก็จะทำงานผิดปกติ
การที่สมองเสพติดความสุขจากการใช้ยา สมองจะโหยหาการใช้ยา ซึ่งเปรียบเสมือนการเสาะหาความสุขชั่วคราวที่ไม่สามารถทดแทนความสุขที่แท้จริงได้ และหากไม่ได้ใช้ยาในเวลาที่ต้องการ สมองจะออกฤทธิ์สั่งการให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานแปรปรวน ไม่ว่าจะเป็นอาการ หงุดหงิด หมกหมุ่น ครั่นเนื้อครั่นตัว หรือที่เราเรียกว่าอาการลงแดงนั่นเอง
เนื่องจากฤทธิ์ของยาเสพติดทำให้สมองส่วนคิดวิเคราะห์ถูกทำลาย สมองส่วนอยากมีอิทธิพลเหนือกว่า จึงทำให้ผู้เสพไม่สามารถแยกแยะได้ว่าการกระทำแบบไหนเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ขาดความสามารถในการใช้เหตุผลเพื่อแยกแยะ จึงใช้ความรู้สึกเป็นที่ตั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งยาเสพติด จึงเป็นที่มาอย่างที่เห็นในข่าวปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นข่าว ผู้ติดยาเสพติดคลุ้มคลั่ง อาละวาด ใช้ความรุนแรง ลักทรัพย์ และอื่น ๆ อีกมากมาย
ขึ้นชื่อว่ายาเสพติด ล้วนมีแต่ผลเสีย ยาเสพติดต่างชนิดกับปริมาณการใช้ที่ต่างกันย่อมทำให้ผลกระทบที่ตามมาแตกต่างกันออกไปด้วย ไม่ว่าจะใช้สารเสพติดชนิดใดก็ตาม หากใช้เป็นประจำ ย่อมทำให้สมองเกิดความเคยชิน
ยาเสพติดที่มีผลทำลายสมองมากที่สุด ได้แก่
- 1. ยาเสพติดที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท (Stimulants)
อาทิ ยาบ้า หรือ แอมเฟตามีน, ยาไอซ์ และ โคเคน เป็นสารเสพติดที่ออกฤทธิ์กระตุ้นและเร่งการทำงานของประสาทส่วนกลาง ทำให้ตื่นตัว
ฮึกเหิม หัวใจสูบฉีด เพิ่มการทำงานให้สมองหลั่งโดพามีนหรือสารความสุขอย่างรวดเร็ว ผู้เสพที่มีการใช้สารเสพติดชนิดนี้เป็นประจำมักมีอาการประสาทหลอน วิตกกังวล สับสน รวมไปถึงภาวะที่สมองถูกทำลายในการใช้ระยะยาว - 2. กัญชา (Marijuana)
เป็นชนิดของสารเสพติดที่ออกฤทธิ์หลอนประสาท เข้าไปรบกวนการทำงานของโดพามีน กระตุ้นสมองและทำให้ผู้เสพเกิดอาการเคลิบเคลิ้ม มึนเมา หรืเรียกว่าเป็นความรู้สึก ‘High’ ยิ่งใช้บ่อย ยิ่งเสพติดความรู้สึกล่องลอย ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง ยิ่งหากเป็นการใช้ต่อเนื่องตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่จะทำให้ระดับสติปัญญาลดลงอย่างไม่สามารถฟื้นฟูได้ - 3. เฮโรอีน (Heroin)
จัดเป็นสารเสพติดชนิดออกฤทธิ์กดประสาท ทำให้รู้สึกง่วง อ่อนเพลีย มึนงง มีฤทธิ์กดการหายใจ เมื่อ
หายใจแผ่วเบา ก็จะทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง พอระดับออกซิเจนน้อยลง สมองก็ทำงานได้น้อยลงตามไปด้วย หากเสพเป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้เกิดภาวะสมองเสื่อม - ยาเสพติดชนิดหลอนประสาท (Hallucinogens)
อาทิ LSD เห็ดเมา ออกฤทธิ์หลอนประสาท ผลจากการใช้เป็นเวลานานจะทำให้มีอาการผิดปกติทั้งอย่างเฉียบพลันและเรื้อรัง ส่งผลกระทบทางด้านสติปัญญาก่อให้เกิดปัญหาทางสมองอื่นๆตามมา เช่น การจัดระเบียบความคิด อีกทั้งยังนำไปสู่ภาวะโรคจิตได้
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคสมองติดยา
- 1. ปัจจัยทางร่างกาย
ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วยทางกายหรือทางใจที่ทำให้ผู้เสพจำเป็นต้
ปัจจัยทางครอบครัวและสังคมองใช้ยาเสพติดหรือยาที่มีส่วนผสมของสารเสพติดในการรักษา อาทิ การใช้มอร์ฟีนหลังการผ่าตัด หรือ การใช้ยานอนหลับเพื่อคลายความเครียด ลดความวิตกกังวล หากมีการใช้ซ้ำ ๆ ใช้บ่อย ๆ อาจทำให้เกิดการเสพติดยาเหล่านั้นได้ นอกจากนี้ปัจจัยส่วนบุคคลอื่นๆก็มีผลเช่นกัน อาทิ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อยากรู้อยากลอง ถูกชักจูงไปในทางที่ผิด เป็นต้น - 2. ปัจจัยทางครอบครัวและสังคม
เพราะครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้เพื่อดำรงชีวิต ฉะนั้นการอยู่ในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ถูกเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย
สัมพันธภาพในครอบครัวมีแต่ความขัดแย้ง จึงถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กและเยาวชนได้รับอิทธิพลจากเพื่อนและบุคคลใกล้ชิดมากขึ้น นำไปสู่การพึ่งพายาเสพติด นอกจากนี้สื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ยังทำให้การเข้าถึงยาเสพติดง่ายขึ้นอีกด้วย - 3. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม
หากสภาพแวดล้อม ชุมชน หรือสังคมใกล้ตัวเป็น
แหล่งอโคจร เป็นที่มั่วสุมของยาเสพติดหรืออยู่ใกล้ชิดกับเครือข่ายยาเสพติด ย่อมทำให้ความเสี่ยงในการใช้ยาเสพติดมีมากขึ้นเช่นกันปัจจัยทางเศรษฐกิจ - 4. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
สภาพเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาภาระหนี้สิน ความยากจน การว่างงาน ส่งผลให้เกิดความเครียด วิตกกังวล เมื่อหาทางออกไม่ได้ ก็จะนำไปสู่การใช้ยาเสพติดเพื่อระบายความเครียดเหล่านั้น
จะเห็นได้ว่า ปัจจัยทั้งหลายที่กล่าวมาล้วนนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการใช้ยาเสพติดทั้งสิ้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เสพยาแล้วรู้สึกดีขึ้น ก็จะหามาเสพเรื่อย ๆ ทำให้สมองเคยชินกับความสุขที่ได้รับจากการใช้ยา นำไปสู่ภาวะที่สมองติดยานั่นเอง
โดยทั่วไปแล้วอาการของผู้ป่วยโรคสมองติดยาสามารถสังเกตุได้ดังนี้
- มีอาการทางจิต เช่น ประสาทหลอน หูแว่ว
- มีพฤติกรรมการแสดงออกที่เปลี่ยนไป เช่น ก้าวร้าว กระวนกระวาย
- มีอาการลงแดงและไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
- มีภาวะหมกหมุ่น ขาดความสนใจในการแสวงหาความสุขด้วยวิธีอื่น ๆ
- มีปัญหาในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลใกล้ชิด
จากอาการและผลของการใช้ยาเสพติดนั้นนำไปสู่ปัญหาทางสังคม ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้เสพเอง ด้านความสัมพันธ์ครอบครัว รวมไปถึงความรุนแรงอื่นๆในสังคมที่จะตามมาด้วยเช่นกัน
โรคสมองติดยา รู้ตัวเร็ว รักษาได้
โรคสมองติดยาไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้ยาเสพติดต่อเนื่องเป็นเวลานานเท่านั้น แต่ยังคงเกิดขึ้นได้กับผู้ใช้ยาเสพติดในปริมาณมาก แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ
การใช้สารเสพติดไม่ว่าจะชนิดใดก็ตามล้วนส่งผลต่อสมอง ในระยะสั้นจะสร้างความตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า ฮึกเฮิม เคลิบเคลิ้ม และมึนเมา ในทางกลับกัน การใช้ยาเสพติดในระยะยาวจะค่อยๆรบกวนการทำงานของระบบประสาทในสมองและทำลายเซลล์สมอง ทำให้เกิดอาการต่างๆดังนี้
- สูญเสียความทรงจำ
- ขาดสติและสมาธิ
- ตอบสนองช้าลง
- วิตกกังวล ซึมเศร้า นำไปสู่โรคจิตเภท
- สูญเสียความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมตนเอง
อย่างไรก็ตามข้อมูลจากกรมการแพทย์พบว่าหากผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาและฟื้นฟูตั้งแต่เริ่มเสพไม่นาน สมองจะมีโอกาสมองของคนติดยาเสพติดจะค่อย ๆ ถูกทำลายไปในที่สุดสฟื้นฟูได้มากกว่ากรณีที่ผู้ป่วยติดยาเสพติดเป็นเวลานานนับปี ในกรณีเช่นนั้นภาวะโรคสมองติดยาจะนำไปสู่ความเสี่ยงของภาวะสมองพิการอย่างถาวร เพราะสมองของผู้เสพจะค่อย ๆ ถูกทำลายไปในที่สุด
โรคสมองติดยาถือเป็นความเจ็บป่วยเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาในการรักษาและเยียวยาผู้ป่วย อีกทั้งต้องอาศัยการฟื้นฟูทั้งทางร่างกายและจิตใจควบคู่ไปด้วยกัน
การรักษาผู้ป่วยโรคสมองติดยา
สำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคสมองติดยาด้วยวิธีทางกายแบ่งออกได้ดังนี้
- 1. การแพทย์แผนปัจจุบัน ด้วยการใช้ตัวยาในการถอนพิษ
- 2. การแพทย์แผนโบราณ ด้วยการใช้สมุนไพรล้างพิษ หรือ การฝังเข็ม เป็นต้น
- 3. การบำบัดด้วยวิธีอื่น ๆ อาทิ ใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า
ในส่วนของการรักษาโรคสมองติดยาในรูปแบบจิตบำบัด แบ่งออกได้ดังนี้
- 1. การปรับเปลี่ยนแนวคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy)
เป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่เน้นการปรับเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของผู้ป่วยเองเพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา - 2. แนวคิดชุมชนบำบัด (Therapeutic Community)
มุ่งเน้นที่ตัวบุคคลและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตร่วมกับคนในชุมชน รวมถึงการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับชุมชน ในสภาพแวดล้อมที่ผู้ป่วยคุ้นเคย - 3. พฤติกรรมบำบัด (Dialectical Behavior Therapy)
การใช้แนวคิดจิตบำบัดที่ช่วยกำจัดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดการสร้างปัญหาและความรุนแรง เช่น พฤติกรรมทำร้ายตัวเอง เพื่อให้ผู้ป่วยรู้จักการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม - 4. ครอบครัวบำบัด (Family Therapy)
เป็นการใช้การมีส่วนร่วมของสมาชิกในครอบครัวร่วมกับการบำบัดยาเสพติด เน้นการจัดการที่เพิ่มปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวและแก้ไขปัญหาภายในครอบครัว
การทำความเข้าใจกับสารเสพติด ภาวะความรุนแรงของการเสพติดและผลกระทบของสารเสพติดชนิดต่างๆต่อตัวผู้เสพเองและต่อบุคคลใกล้ชิดจะนำไปสู่การฟื้นฟูยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากตัวผู้ป่วยแล้ว คนรอบข้างก็สำคัญเช่นกัน
รู้ทันโรคสมองติดยา เลิกยาก่อนสายกับภูฟ้าเรสท์โฮม
ภูฟ้าเรสท์โฮมคือผู้นำเอกชนด้านการบริการบำบัดยาเสพติดชั้นนำของประเทศไทยด้วยประสบการณ์และบุคลากรคุณภาพทั้งทีมแพทย์และผู้ชำนาญการด้านการบำบัดยาเสพติดกว่า 37 ปี
ภูฟ้าเน้นการรักษาแบบบูรณาการรอบด้านและเชื่อว่าศักยภาพการฟื้นฟูของผู้ป่วยจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ต้องอาศัยการใช้กิจกรรมร่วมกับการรักษาทั้งทางกายและใจ เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกเบื่อหน่ายกับขั้นตอนการรักษา อีกทั้งยังเป็นการช่วยปรับทัศนคติ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสอนให้ผู้ป่วยได้ปรับตัวในการใช้ชีวิตเพื่อให้สามารถบำบัดยาเสพติดได้อย่างยั่งยืนโดยไม่หันหลังกลับไปใช้อีก
กระบวนการทำงานของภูฟ้าเรสท์โฮม
- การพักฟื้นด้วยการสร้างความผ่อนคลาย สถานที่ร่มรื่น กว้างขวาง ไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอึดอัด ดูแลและใส่ใจความเป็นอยู่ของผู้ป่วย
- พูดคุยกับผู้ป่วยและครอบครัวด้วยการสัมภาษณ์และวิเคราะห์ปูมหลังด้วยนักจิตวิทยา
- จัดกิจกรรมที่เหมาะสมทั้งทางกายและใจเพื่อฝึกสมาธิ ปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ รวมถึงต่อยอดการสร้างอาชีพให้ผู้ป่วย
- ผู้ป่วยกลับสู่สังคมอย่างหายขาด พร้อมกลับไปใช้ชีวิตในสังคม และไม่หันหลังกลับไปใช้ยาเสพติดอีก
รู้จักภูฟ้าและติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือ โทร. 1522
References
กลไกสมองติดยาและแนวทางบำบัด. (n.d.). https://cads.in.th. Retrieved March 4, 2023, from https://cads.in.th/cads/media/upload/1635493666-กลไกสมองติดยาและแนวทางบำบัด%2029102021.pdf
How Drugs Affect the Brain & Central Nervous System. (2022, September 13). American Addiction Centers. https://americanaddictioncenters.org/health-complications-addiction/central-nervous-system
Murray, K. (2022, August 31). Addiction And The Brain: How Drugs Impact The Brain - Addiction Center. Addiction Center. https://www.addictioncenter.com/addiction/addiction-brain/
The Neurobiology of substance use, misuse, and addiction. (n.d.). https://addiction.surgeongeneral.gov/. Retrieved March 6, 2023, from https://addiction.surgeongeneral.gov/sites/default/files/chapter-2-neurobiology.pdf
Treatment and Recovery | National Institute on Drug Abuse. (2022, March 22). National Institute on Drug Abuse. https://nida.nih.gov/publications/drugs-brains-behavior-science-addiction/treatment-recovery
บทความที่คุณอาจสนใจ
การรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยหรือไม่? พยายามตักเตือนลูกให้เลิกยาเสพติด แต่กลับยิ่งถูกต่อต้าน หรือสถานการณ์แย่ลง นั่นเพราะจุดเร...
เตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยได้ยินหรือไม่? ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล ยาในกลุ่มยานอนหลับอีกหนึ่งตัวที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประส...
ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี
โพสต์เมื่อ 09 กุมภาพันธ์ 2569
เลิกยาเสพติดผิดวิธี อันตรายแต่ผลที่ตามมามากกว่าที่คิด ผู้ป่วยยาเสพติดแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่าง...