วิธีตอบทุกข้อโต้แย้งของการเลี่ยงเข้ารับบำบัดยาเสพติด - ภูฟ้าเรสท์โฮม
24 สิงหาคม 2565
บทความนี้จะเจาะลึกไปถึงวิธีพาคนไปบำบัดยาเสพติดโดยการตอบข้อโต้แย้งต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น สำหรับครอบครัวและผู้ใกล้ชิด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพูดและโน้มน้าวใจคนติดยา
วิธีพูดกับคนติดยา ตอบทุกข้อโต้แย้งของการไม่ไปบำบัดยาเสพติด
การติดยาเสพติดสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนและในทุกช่วงชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมองข้ามการติดยาเสพติด ไม่คิดว่าการเสพเพียงเล็กน้อยจะทำให้เสพติดได้ สารเสพติดจะเข้าควบคุมระบบประสาทและทำปฏิกิริยาให้ร่างกายรู้สึกพึงพอใจ ผ่อนคลายและอยากเสพยาอีก การเลิกยาเสพติดจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก ผู้เสพบางคนเคยพบอุปสรรคและความล้มเหลวจากการเลิกยาด้วยตนเอง หรือในบางรายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองได้ติดยาเสพติดไปแล้ว จึงปฏิเสธที่จะเข้ารับการรักษาวิธีพาคนไปบำบัดยาเสพติด ครอบครัวและผู้ใกล้ชิดจึงมีบทบาทสำคัญในการพูดกับคนติดยา โน้มน้าวใจให้ผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการบำบัด นอกจากนี้ การช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญโดยสถานบำบัดมีส่วนช่วยครอบครัวในการวางแผนรับมือกับข้อโต้แย้งและช่วยผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดอย่างมีประสิทธิภาพได้
“การปฏิเสธการบำบัด” (objection) จากผู้เสพติดนั้นเป็นเรื่องที่พบได้อยู่บ่อย ๆ ผู้ป่วยยาเสพติดส่วนใหญ่มักไม่รับรู้และไม่ยอมรับว่าตนเองได้ติดยาเสพติดแล้ว ปิดกั้นตัวเองและเลี่ยงการเข้ารับการบำบัด ดังนั้น ครอบครัวและผู้ใกล้ชิดจึงต้องสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสมาชิกในครอบครัวว่าพวกเขาตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ซึ่งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แนะให้สังเกตว่า หากผู้ป่วยเคยเป็นคนที่ซื่อสัตย์ สุขภาพแข็งแรง ร่าเริง สุภาพ และมีความรับผิดชอบ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นคนที่มีลับลมคมใน ฉุนเฉียว โกรธง่าย ร่างกายทรุดโทรม ขาดความรับผิดชอบในหน้าที่ มักซ่อนตัว มียาหรืออุปกรณ์เกี่ยวกับยาเสพติดซุกซ่อนไว้ หรือมีพฤติกรรมขโมยของและเริ่มขัดสนเงินเนื่องจากเอาเงินไปจัดหาซื้อสารเสพติด สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณบอกถึงการติดยาเสพติด เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ครอบครัวไม่ควรมองข้ามและต้องเอาใจใส่อย่างที่สุดสัญญาณบอกถึงการติดยาเสพติด เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ครอบครัวไม่ควรมองข้ามและต้องเอาใจใส่อย่างที่สุด
ครอบครัวและผู้ใกล้ชิดต้องทำความเข้าใจความคิดของผู้ป่วยว่าเหตุใดจึงมีข้อโต้แย้งและปฏิเสธการบำบัดโดยสาเหตุของการเกิดข้อโต้แย้งเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เนื่องจากมีความแตกต่างตามพื้นฐานชีวิตของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม สถานบำบัด 12 Keys ประเทศสหรัฐอเมริกา รวบรวมสาเหตุหลักของการปฏิเสธการรับบำบัดยาเสพติดไว้ 7 ด้าน นอกจากนี้ ทางภูฟ้าได้ยกตัวอย่างข้อโต้แย้งและแนวทางการตอบข้อโต้แย้งไว้ ดังนี้
- 1. ผู้ป่วยอยู่ในภาวะปฏิเสธ คิดว่าตนเองไม่มีปัญหา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วยติดยาเสพติด ผู้ป่วยเชื่อว่าสามารถเลิกยาเสพติดได้เองและเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ แต่ความเป็นจริงแล้วผู้ป่วยไม่สามารถทำได้และกลัวที่จะรับรู้ว่าตนเองมีปัญหาร้ายแรง
- ตัวอย่างข้อโต้แย้ง: “ฉันไม่ได้ติดยาเสพติด ฉันแค่ใช้ยาเวลาที่ฉันเครียดเท่านั้น” “ฉันไม่จำเป็นต้องไปรักษาที่สถานบำบัด ฉันสามารถเลิกยาได้เอง ไม่ต้องการความช่วยเหลือ”
- วิธีตอบข้อโต้แย้ง: ครอบครัวควรใช้เหตุผล ใจเย็น และไม่ตัดสินผู้ป่วย โดยชี้ให้ผู้ป่วยเห็นว่า ขณะนี้ผู้ป่วยมีสภาพร่างกายและจิตใจเป็นอย่างไร เปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีหรือไม่ หากเห็นผลลัพธ์ที่ไม่ดีแล้ว นั่นเป็นผลของการติดยาเสพติดและจำเป็นต้องรับการรักษา หากผู้ป่วยเชื่อว่าสามารถเลิกยาได้เอง เหตุใดจึงยังคงมีสุขภาพที่ย่ำแย่อยู่ ผู้ป่วยต้องเปิดใจรับการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้กลับมาเป็นคนเดิมที่มีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง
- ตัวอย่างข้อโต้แย้ง: “ฉันไม่ได้ติดยาเสพติด ฉันแค่ใช้ยาเวลาที่ฉันเครียดเท่านั้น” “ฉันไม่จำเป็นต้องไปรักษาที่สถานบำบัด ฉันสามารถเลิกยาได้เอง ไม่ต้องการความช่วยเหลือ”
- 2. กลัวการดีท็อกซ์ เป็นกระบวนการนำสารเสพติดออกจากร่างกายผู้ป่วย ซึ่งอาจจะดูเป็นกระบวนการที่น่ากลัวสำหรับผู้ติดยาเสพติด ซึ่งผู้ป่วยอาจจะเห็นภาพการอาเจียนจากสื่อต่าง ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดและสามารถจัดการได้
- ตัวอย่างข้อโต้แย้ง: “ฉันไม่อยากรักษา ฉันกลัวการอาเจียน มันดูโหดร้ายและน่ากลัว”
- วิธีตอบข้อโต้แย้ง: ครอบครัวควรให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยว่า สถานบำบัดเอกชนในปัจจุบันมีการบำบัดแบบไม่ทรมาน ไม่อาเจียน เป็นวิธีการรักษาที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ สถานบำบัดเอกชนบางแห่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เหมาะแก่การบำบัดรักษาอีกด้วย ผู้ป่วยจึงไม่ต้องกังวลว่า การเข้ารับบำบัดรักษาจะเป็นเรื่องที่แย่ และเหมือนกับโดนขังคุก
- ตัวอย่างข้อโต้แย้ง: “ฉันไม่อยากรักษา ฉันกลัวการอาเจียน มันดูโหดร้ายและน่ากลัว”
- 3) กลัวการเปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยเคยมีเพื่อนอยู่ในกลุ่มผู้เสพยาเหมือนกัน การเลิกยาหรือการเปลี่ยนแปลงจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าต้องออกจากกลุ่ม และกลัวการเริ่มต้นหาสังคมใหม่และเพื่อนใหม่
- ตัวอย่างข้อโต้แย้ง: “ฉันไม่อยากออกจากกลุ่มเพื่อนที่ฉันคบมานาน หากเข้าบำบัดจะทำให้ฉันเป็นคนไม่มีเพื่อน”
- วิธีตอบข้อโต้แย้ง: ครอบครัวควรชี้แนะให้ผู้ป่วยเห็นว่า หากผู้ป่วยทำการรักษาตนเองแล้ว ผู้ป่วยจะมีสุขภาพที่ดี และสามารถเลือกอยู่ในสังคมที่ดีกว่า หากเป็นเยาวชนผู้ปกครองพิจารณาย้ายผู้ป่วยไปสถานศึกษาใหม่ เพื่อให้ผู้ป่วยพบเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ ผู้ป่วยจะสามารถมีเพื่อนใหม่ที่ดีและเป็นที่ยอมรับได้
- ตัวอย่างข้อโต้แย้ง: “ฉันไม่อยากออกจากกลุ่มเพื่อนที่ฉันคบมานาน หากเข้าบำบัดจะทำให้ฉันเป็นคนไม่มีเพื่อน”
- 4) กลัวการล้มเหลว งานวิจัยและสถิติหลายชิ้นรายงานว่า 40 - 60 % ผู้ป่วยที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำ (relapse) อีก ผู้ป่วยจึงกลัวการล้มเหลวซ้ำ ๆ จากการรับการบำบัด ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่น่ากลัวและมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกได้
- ตัวอย่างข้อโต้แย้ง: “ฉันเคยบำบัดมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
- วิธีตอบข้อโต้แย้ง: ในกรณีนี้ผู้ใกล้ชิดควรให้กำลังใจและทำให้ผู้ป่วยมั่นใจว่า หากเข้ารับการบำบัดในครั้งนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม การล้มเหลวเป็น
เรื่องธรรมดาของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรครอบครัวก็พร้อมให้โอกาสและพร้อมสนับสนุนเสมอ บอกผู้ป่วยว่าการเปลี่ยนสถานบำบัดแห่งใหม่ที่บำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญจะให้ผลที่ดีกว่า ซึ่งสามารถโน้มน้าวให้ผู้ป่วยรู้สึกได้ว่า หากลองวิธีใหม่ สถานที่ใหม่ อาจจะประสบความสำเร็จมากกว่าเดิมก็เป็นได้
- ตัวอย่างข้อโต้แย้ง: “ฉันเคยบำบัดมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
- 5) กลัวถูกมองเป็นคนอ่อนแอ ผู้ป่วยเชื่อว่าการยอมรับว่าตนเองต้องพึ่งพายาเสพติดและการเข้าบำบัดแสดงถึงความอ่อนแอของตนเอง ผู้ป่วยตระหนักว่าการบำบัดนั้นรวมไปถึงกระบวนการให้คำปรึกษา (counseling) ด้วย จึงมักกังวลที่จะเผชิญหน้ากับความคิด ความรู้สึกของตนเองที่ต้องพึ่งยาเสพติด ไม่อยากรับรู้ว่าตนเองอ่อนแอ
- ตัวอย่างข้อโต้แย้ง: “ฉันไม่อยากเข้ารับการบำบัด ฉันไม่อยากพูดเรื่องของตนเองกับคนแปลกหน้า ฉันไม่อยากให้คนอื่นมองฉันเป็นคนอ่อนแอ”
- วิธีตอบข้อโต้แย้ง: ครอบครัวควรให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยว่า การติดยาเสพติดถือว่าเป็น “คนป่วย” ที่ต้องได้รับการรักษา เช่นเดียวกับอาการเจ็บป่วยทางกายอื่น ๆ เช่นเดียวกับคนที่ไม่สบาย ก็ต้องไปหาหมอ ร่างกายไม่สบายส่วนไหนก็ไปหาหมอส่วนนั้น หมอหรือผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาก็มีหน้าที่ในการช่วยรักษาด้านจิตใจการเข้ารับรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญจึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอ แต่ผู้ป่วยกำลังไม่สบายและต้องการการรักษา นอกจากนี้ การคุยกับนักจิตวิทยาในกระบวนการให้คำปรึกษาจะทำให้ผู้ป่วยได้ปลดปล่อยความคิดของตนเองและเข้าใจตนเองมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
- ตัวอย่างข้อโต้แย้ง: “ฉันไม่อยากเข้ารับการบำบัด ฉันไม่อยากพูดเรื่องของตนเองกับคนแปลกหน้า ฉันไม่อยากให้คนอื่นมองฉันเป็นคนอ่อนแอ”
- 6) อยากใช้สารเสพติดต่อไป การเมายาบางครั้งนำมาซึ่งความสุข สบายใจแก่ผู้เสพ จึงเป็นวิธีที่ผู้เสพยาใช้ปิดบังความรู้สึกหรือรับมือกับช่วงเวลาที่ยากลำบากใจ เช่น การดื่มหรือการเสพยาเพื่อจัดการกับภาวะตกงาน การถูกทารุณกรรม และปัญหาจากความสัมพันธ์
- ตัวอย่างข้อโต้แย้ง: “ฉันไม่อยากเลิกยา การเสพยาทำให้ฉันลืมความทุกข์ทรมานต่าง ๆ ที่ผ่านมา” “ฉันต้องการดื่มเหล้า เพราะการดื่มทำให้ฉันลืมเธอคนนั้น”
- วิธีตอบข้อโต้แย้ง: การใช้สารเสพติดไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่มีอยู่ เป็นแค่การลืมปัญหา/เพลิดเพลินไปกับความสุขของปลอม การเสพยามีแต่จะทำให้เสียสุขภาพยิ่งขึ้นไปอีก การมีสุขภาพดีทั้งกายและใจเท่านั้นที่จะดึงดูดสิ่งแวดล้อมที่ดีเข้าหาตัวเอง และนำผู้ป่วยไปพบเจอคนใหม่ ๆ ที่ดีได้ในอนาคต
- ตัวอย่างข้อโต้แย้ง: “ฉันไม่อยากเลิกยา การเสพยาทำให้ฉันลืมความทุกข์ทรมานต่าง ๆ ที่ผ่านมา” “ฉันต้องการดื่มเหล้า เพราะการดื่มทำให้ฉันลืมเธอคนนั้น”
- 7) เกิดความละอาย การเข้ารับการบำบัดยาเสพติดจะกลายเป็นจุดสนใจต่อบุคคลรอบข้าง ซึ่งผู้ป่วยต้องการเก็บเป็นความลับต่อเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนในโรงเรียน ในบางครั้งผู้ป่วยมีความคิดว่าการเสพยาต่อไปยังดีกว่าให้คนรอบข้างมาตัดสินตนเอง
- ตัวอย่างข้อโต้แย้ง: “ฉันไม่อยากให้เพื่อนที่โรงเรียนรู้ว่าฉันติดยา ฉันอาย”
- วิธีตอบข้อโต้แย้ง: ครอบครัวควรตอบข้อโต้แย้งว่า สถานบำบัดเอกชนในปัจจุบันสามารถเก็บเรื่องการบำบัดรักษาของผู้ป่วยเป็นความลับได้ ซึ่งไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียชื่อเสียง และโดนซุบซิบนินทา พร้อมทั้งชี้ให้ผู้ป่วยเห็นว่าการรักษาจะสามารถนำผู้ป่วยกลับมาทำหน้าที่ของตนเองได้อีกครั้ง มีอนาคตที่สดใสขึ้น ซึ่งดีกว่าการติดยาที่มีสภาพร่างกายและจิตใจย่ำแย่อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
- ตัวอย่างข้อโต้แย้ง: “ฉันไม่อยากให้เพื่อนที่โรงเรียนรู้ว่าฉันติดยา ฉันอาย”
อย่างไรก็ดี ปัญหาด้านการเงิน เป็นอีกปัญหาสำคัญที่ยากจะตอบโต้ข้อขัดแย้ง
ครอบครัวควรจะเตือนสติผู้ป่วยว่า การติดยาเสพติดจะนำมาซึ่งการสูญเสียเงินทองมากกว่าค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการบำบัดเสียอีก ให้กำลังใจผู้ป่วยว่าการที่ผู้ป่วยจะกลับมามีสุขภาพดีนั้นมีค่ามหาศาลมากกว่า ครอบครัวและผู้ใกล้ชิดพร้อมให้ความช่วยเหลือเต็มกำลังความสามารถเท่าที่จะทำได้
แม้ว่าครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดปรารถนาให้ผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดยาเสพติดอย่างเร็วที่สุด แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเริ่มพูดคุยและจูงใจให้ผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดได้ในทันที ซึ่งวิธีการที่ครอบครัวใช้ในการพูดคุยและตอบสนองต่อข้อโต้แย้งจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะจูงใจให้ผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดได้อย่างสำเร็จ โดยสถานบำบัด Fountain Hills ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้เกร็ดความรู้แก่ผู้ใกล้ชิดและครอบครัวในการพูดคุยและโต้ตอบผู้ป่วยติดยาเสพติดเพื่อให้ได้ผลสำเร็จสูงสุดและลดการโต้แย้งจากผู้ป่วย ดังนี้
1) ผู้ใกล้ชิดควรเลือกเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มสนทนา
โดยเวลาที่เหมาะสมควรเป็นเวลาที่ผู้ป่วยรู้สึกตัวและยอมรับฟัง ซึ่งงานวิจัยรายงานว่า ช่วงเช้าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเพราะผู้ป่วยรู้สึกสดชื่นและตื่นตัว
2) ซื่อสัตย์ในคำพูดต่อผู้ป่วยแต่ไม่ตัดสินหรือวิพากษ์วิจารณ์
ไม่มีใครที่ชอบการถูกวิพากวิจารณ์ เพราะตัวผู้ป่วยเองอาจจะยังไม่ได้ตระหนักด้วยว่า พวกเขากำลังตกอยู่ในสถานะ “ผู้ป่วยที่ต้องการการบำบัด” ดังนั้น จึงควรพูดถึงเหตุผล บอกถึงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
3) ชี้ให้ผู้ป่วยเห็นถึงผลลัพธ์ที่ดีหลังการบำบัดสำเร็จ
เมื่อผู้ป่วยเริ่มรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ควรชี้ให้ผู้ป่วยเห็นถึงข้อดีมากมายที่จะตามมา เช่น ผู้ป่วยจะมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดีขึ้น ได้รับหน้าที่การงานที่ดีกลับมา สามารถกลับไปหาคนรักและครอบครัวที่รักได้
4) ให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยว่าจะรักษาได้สำเร็จ
ผู้ป่วยบางรายอาจจะเคยลองเลิกยาด้วยตัวเองแล้วแต่ไม่สำเร็จ จึงถึงเวลาที่เขาต้องเปิดใจให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือ หรือผู้ป่วยบางรายเคยผ่านการบำบัดมาแล้วแต่กลับไปติดยาซ้ำอีก จึงควรแนะผู้ป่วยว่าการติดยาเสพติดเป็นโรคทางสมอง (brain disease) ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นได้อีก การกลับไปบำบัดในครั้งนี้อาจจะประสบผลสำเร็จมากกว่าครั้งที่ผ่านมา การให้กำลังใจจะยิ่งทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการเข้ารับการบำบัดมากขึ้น
นอกจากนี้ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.)ให้คำแนะนำว่า ผู้ปกครองหรือญาติควรตอบสนองข้อโต้แย้งจากผู้ป่วย โดยใช้ความรัก ความเข้าใจ พูดคุยด้วยเหตุผล ไม่ตัดสินปัญหาด้วยความรุนแรง เพราะจะสร้างแผลใจให้กับผู้เสพติดได้ ควรพูดคุยให้ผู้เสพติดเห็นถึงพิษภัยของการใช้ยาเสพติด และลองให้ผู้ป่วยประเมินตนเองว่าขณะนี้ตนเองมีสุขภาพร่างกายและจิตใจเป็นอย่างไร และในมุมมองของญาติเห็นว่าอย่างไร เมื่อผู้ป่วยเริ่มตระหนักถึงผลลัพธ์ด้านลบจากสิ่งเสพติดแล้ว ครอบครัวและผู้ใกล้ชิดขอให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพร่างกาย และหากแพทย์เห็นว่าควรได้รับการบำบัดรักษา ญาติต้องให้กำลังใจและควรพูดคุยให้ผู้ป่วยเข้าใจว่า การบำบัดรักษาจะส่งผลดีต่อผู้ป่วยและครอบครัวอย่างไร ซึ่งจะนำผลลัพธ์ด้านบวกมากมายมาสู่ชีวิตผู้ป่วยมากกว่าการติดยาเสพติดหลายเท่า
หากผู้ใกล้ชิดประสบปัญหาในการโน้มน้าวและตอบข้อโต้แย้งจากผู้ป่วย สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการช่วยเหลือเพื่อเข้ารับการบำบัดหรือการไกล่เกลี่ย (intervention) ได้
ศูนย์การแพทย์เชิงวิชาการแบบไม่แสวงหากำไรของสหรัฐอเมริกา Mayo Clinic ให้คำจำกัดความของการ “intervention” เป็นกระบวนการที่มีการวางแผนไว้อย่างรอบคอบ ดำเนินการโดยครอบครัวหรือญาติ (ควรเป็นสมาชิกที่ผู้ป่วยรักและให้ความเคารพ เช่น คนรัก เพื่อนสนิท และพ่อแม่ เป็นต้น) โดยมีผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ให้คำแนะนำหรือร่วมในกระบวนการด้วย วิธีการคือ การเผชิญหน้าพูดคุยอย่างจริงใจและให้ข้อมูลผู้ป่วยถึงผลเสียของการติดยาเสพติด รวมถึงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ชี้ให้เห็นผลเสียต่อตัวผู้ป่วยทั้งด้านสุขภาพกายและจิตใจจากการใช้ยา ในขณะเดียวกันบอกถึงผลทางด้านบวกที่จะตามมา รวมถึงกระบวนรักษาอย่างเป็นรูปธรรมหากผู้ป่วยเข้ารับการรักษา นอกจากนี้ ผู้ทำการ intervention ต้องวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะโต้ตอบข้อปฏิเสธจากผู้ป่วยอย่างไรได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
การที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีข้อโต้แย้งและปฏิเสธรับการบำบัดยาเสพติดเป็นเรื่องที่เกิดอยู่บ่อยครั้งและเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะผู้ป่วยส่วนมากยังไม่ตระหนักถึงผลเสียของการติดยาเสพติด และสารเสพติดเองออกฤทธิ์ให้ผู้ป่วยรู้สึกดี มีความสุข สบายใจ เมื่อได้เสพ จึงไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่ต้องเลิกยาหรือสมัครใจที่จะเลิกยาเอง ดังนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ใกล้ชิดและครอบครัวที่ต้องสังเกตอาการของบุคคลในครอบครัวหากพบสิ่งผิดปกติ ถ้าครอบครัวสงสัยว่าสมาชิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ควรเตรียมความพร้อมตนเองทั้งกายและใจ โดยไม่ตัดสิน ไม่วู่วาม เพราะจะยิ่งทำให้เกิดข้อเสียมากกว่าข้อดี รวมทั้งเตรียมความพร้อมและเข้าใจสาเหตุของข้อโต้แย้งจากผู้ป่วย เตรียมคำตอบต่อข้อโต้แย้งจากการปฏิเสธการรักษา
หากครอบครัวพยายามโน้มน้าวผู้ป่วยหลายครั้งแล้วแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ควรขอรับความช่วยเหลือจากสถานบำบัดที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ เพื่อทำการช่วยเหลือผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการรักษาต่อไป สามารถติดต่อภูฟ้าเรสท์โฮม เพื่อรับคำปรึกษาจากเราได้ทันที โทร. 1522
บทความที่คุณอาจสนใจ
การรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยหรือไม่? พยายามตักเตือนลูกให้เลิกยาเสพติด แต่กลับยิ่งถูกต่อต้าน หรือสถานการณ์แย่ลง นั่นเพราะจุดเร...
เตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยได้ยินหรือไม่? ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล ยาในกลุ่มยานอนหลับอีกหนึ่งตัวที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประส...
ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี
โพสต์เมื่อ 09 กุมภาพันธ์ 2569
เลิกยาเสพติดผิดวิธี อันตรายแต่ผลที่ตามมามากกว่าที่คิด ผู้ป่วยยาเสพติดแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่าง...