ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

CATEGORY / ARTICLE

แชร์

ช็อก! ยา B5 ผสมเครื่องดื่ม เส้นทางมฤตยูสู่สมองดับ

08 พฤศจิกายน 2567

ยา B5 (บีไฟว์) หรือ Benzhexol อีกหนึ่งยารักษาโรคที่ตกเป็นจำเลยเมื่อถูกกลุ่มนักเสพนำมาผสมกับเครื่องดื่ม นำมาเสพเพื่อหวังฤทธิ์มึนเมา แพทย์เตือนผลข้างเคียงและอันตรายจากการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์รุนแรงตั้งเเต่สมองเสื่อมไปจนถึงเสียชีวิต!

ช็อก! ยา B5 ผสมเครื่องดื่ม เส้นทางมฤตยูสู่สมองดับ

ยา B5 คืออะไร?

ยา B5(บีไฟว์) มีชื่อสามัญคือ Benzhexol หรือ Trihexyphenidyl และมีชื่อทางการตลาดว่า Arthan เป็นยาที่อยู่ในกลุ่มยาออกฤทธิ์ต้านสารอะซิติลโคลีน (anticholinergics) ซึ่งทำหน้าที่ในการลดผลของสารสื่อประสาท acetylcholine ในสมอง เป็นสารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมกล้ามเนื้อ ช่วยให้การทำงานของระบบประสาทและสมองเกิดความสมดุล ใช้สำหรับรักษาบรรเทาโรคที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็น การสั่นของมือ แขนขาแข็งเกร็ง หรือการเคลื่อนไหวที่ช้า เช่น โรคพาร์กินสัน หรือ อาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Extrapyramidal Side Effect) ที่เกิดจากการใช้ยาจิตเวช ซึ่งเกิดจากการที่ acetylcholine ในสมองทำงานมากเกินไป

โดยตัวยามีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีขาว ซึ่งในพื้นผิวของยาก็จะถูกปั๊มเอาไว้ตามขนาดของยา เช่น ขนาด 5 กรัม ที่พื้นผิวของยาจะมีคำว่า B5 เป็นที่มาของชื่อที่คนมักเรียกติดปากกันว่า “ยา B5(บีไฟว์)” ซึ่งยา B5 นั้นมีลักษณะการใช้ในการรักษาโรค ถูกจัดเป็น “ยาอันตราย” ตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ที่ขายในร้านขายยาได้แต่ต้องขายและควบคุมการใช้โดยเภสัชกรเท่านั้น

ทำไม B5 จึงถูกนำมาผสมเพื่อเสพ?

เนื่องจากยา B5 เป็นยาในกลุ่ม anticholinergic ซึ่งออกฤทธิ์ประสาทส่วนกลางโดยมีฤทธิ์กดประสาท เมื่อร่างกายได้รับในปริมาณที่สูง จะส่งผลกระตุ้นให้เกิดอาการมึนเมา สับสน มึนงง และอาจทำให้ผู้เสพรู้สึกเคลิ้มสุขหรือเกิดความรู้สึกประสาทหลอน คล้ายกับการใช้สารเสพติดชนิดอื่น ทั้งนี้อาการที่เกิดขึ้นขึ้นอยู่กับบุคคล บางคนอาจรู้สึกมีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียวขึ้นกว่าเดิมก็สามารถเกิดขึ้นได้

การนำยา B5 หรือ Benzhexol มาผสมกับเครื่องดื่ม เช่น แอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน จะทำให้เข้าไปเสริมฤทธิ์ของยาจนทำให้ฤทธิ์ที่เกิดจากตัวยารุนแรงขึ้น อาทิ ความมึนงง การสูญเสียการทรงตัว และการเกิดภาพหลอนที่ชัดเจนยิ่งขึ้นนอกจากนั้น การผสม B5 กับเครื่องดื่มยังช่วยลดรสขมของยา ทำให้สามารถรับประทานได้ง่ายขึ้นในปริมาณมากโดยไม่รู้สึกถึงรสชาติที่ขมเกินไป นอกจากนี้ยังพบว่ามีการนำยา B5 ไปใช้เสพร่วมกับยาชนิดอื่นๆอีกด้วย เช่น ยาทรามาดอล ยา 4x100 เพื่อให้มีอาการเมานานขึ้น

ยา B5 มักไม่ถูกตรวจพบจากชุดตรวจยาเสพติดมาตรฐาน เนื่องจากยาในกลุ่ม anticholinergics เช่น Benzhexol ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสารเสพติดที่ถูกควบคุมในหลายประเทศ รวมถึงไทยด้วย การตรวจสอบสารเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ชุดตรวจเฉพาะที่สามารถตรวจจับสารชนิดนี้ได้โดยตรง และในกรณีที่มีการใช้ Benzhexol ผสมกับแอลกอฮอล์ การตรวจปัสสาวะจะไม่สามารถตรวจพบสารดังกล่าวได้อย่างง่าย ต้องใช้วิธีการทางห้องปฏิบัติการที่ซับซ้อนกว่าชุดตรวจปัสสาวะทั่วไป เช่น การใช้เทคนิควิเคราะห์ทางเคมีที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นอย่าง gas chromatography-mass spectrometry (GC-MS) หรือ liquid chromatography-tandem mass spectrometry (LC-MS/MS) ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ผู้ที่ใช้สารนี้หลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ได้ง่าย




ยา B5 ผสมกับเครื่องดื่มอันตรายอย่างไร?

รูปภาพประกอบ

เกิดการเสพยาเกินขนาด

การนำยา B5 ไปผสมกับเครื่องดื่มเพื่อหวังผลในแง่ของความมึนเมา เคลิบเคลิ้ม อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมองได้ ซึ่งอาจนำไปสู่อาการวิงเวียน, ง่วงซึม, หรือสับสน​ ยา B5 มีปริมาณที่กำหนดในการใช้ในแต่ละวันและเเต่ละบุคคลภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่เมื่อถูกนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ผู้เสพมักจะใช้ยาในขนาดที่สูงเพื่อผสมเครื่องดื่มให้ตนรู้สึกมึนเมา ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดการเสพยาเกินขนาด ซึ่งจะทำให้ผู้เสพมีอาการ กระสับกระส่าย สับสน ประสาทหลอน หากไม่ได้รับการรักษาที่ทันเวลาอาจเกิดภาวะหยุดหายใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตในที่สุด

อันตรายเมื่อนำไปผสมกับแอลกอฮอล์

ยา B5 นั้นมีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางเช่นเดียวกันกับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ การที่นำยา B5 ไปผสมดื่มร่วมกับแอลกอฮอล์นั้น การใช้ร่วมกันสามารถทำให้เกิดการหลอน รู้สึกสับสน ความสามารถในการรับรู้ลดลง และเสียความสามารถในการควบคุมร่างกาย การผสมกันยังอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ เนื่องจากทั้งตัวยา B5 นี้และแอลกอฮอล์อาจไปกดการหายใจ และการทำงานของหัวใจได้ในบางกรณี นอกจากนี้การผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลให้ผู้เสพสามารถรับประทานยาในปริมาณที่มากขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัวว่าเกินขนาด ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเสพเกินขนาดได้ง่ายขึ้น

อันตรายเมื่อใช้ร่วมกับยาเสพติดชนิดอื่น

จากการวิจัยพบว่า การใช้ยาในกลุ่มต้านสารอะซิติลโคลีน (anticholinergics) ในปริมาณสูงร่วมกับยาเสพติดผิดกฎหมาย เช่น โคเคน ทำให้เกิดอาการอันตรายต่อทั้งด้านร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว รูม่านตาขยาย ผิวแห้ง ปัสสาวะคั่ง และส่งผลกระทบให้เกิดอาการทางจิตเวช เช่น วิตกกังวล กระสับกระส่าย เพ้อคลั่ง เป็นต้น

ผลกระทบต่อระบบประสาท

เนื่องจากยา B5 เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและสมอง แม้กระทั่งผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาประเภทนี้ในการรักษายังต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการใช้ยา B5 เป็นประจำในระยะยาวจะส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ไปเร่งกระบวนการเสื่อมของสมอง ส่งผลให้พัฒนาการทางสมองนั้นเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ จนอาจก่อให้เกิดอาการเสื่อมสภาพของสมองในระยะยาวหรือที่เรียกว่า “สมองเสื่อม” นั่นเอง

ผลกระทบต่อกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว

ตัวยา B5 หรือ Benzhexol มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อเกิดความคลายตัว แต่เมื่อใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม จะส่งผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่เป็นไปตามปกติ ผู้เสพอาจรู้สึกถึงการสูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการเดินหรือเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ




คนกลุ่มใดที่มีแนวโน้มใช้ B5 ผสมเครื่องดื่มมากที่สุด?

รูปภาพประกอบ

กลุ่มที่เสี่ยงต่อการใช้ B5 ที่ผสมกับเครื่องดื่มเพื่อเสพมากที่สุดคือกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มนักเที่ยวกลางคืน เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มักมีพฤติกรรมการแสวงหาความรู้สึกที่แปลกใหม่ให้ตนเอง อย่างเช่น วัยรุ่นอยู่ในวัยที่กำลังอยากรู้อยากลองสิ่งใหม่ ๆ หรือกลุ่มนักเที่ยวกลางคืนที่ต้องการความสนุกสนานในชีวิต มักตกเป็นเหยื่อของสิ่งเสพติดได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นคือการที่ ยา B5 ไม่สามารถตรวจพบได้ในชุดตรวจสารเสพติดมาตรฐานอย่างที่เรากล่าวในข้างต้น ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้กล้าที่จะใช้อย่างง่ายดาย โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อตนเองในระยะยาว


แต่หากเทียบกับยารักษาโรคชนิดอื่นๆ ที่ถูกนำมาผสมกับเครื่องดื่มเพื่อความมึนเมา เช่น โปรโคดิล(Procodyl) หรือ ทรามาดอล (tramadol) แล้วนั้น ยา B5 ถือว่ามีการนำมาใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์น้อยกว่า เนื่องจากว่าข้อมูลหรือสรรพคุณต่างๆของตัวยาไม่ได้แพร่หลายนัก




มีแนวทางการรักษาผู้ที่เสพติด B5 ผสมเครื่องดื่มอย่างไร

การรักษาผู้ที่เสพติดยา B5 (Benzhexol) ผสมเครื่องดื่มนั้นจำเป็นต้องใช้วิธีการบำบัดแบบครอบคลุมทั้งทางร่างกายและจิตใจเช่นเดียวกันกับผู้ป่วยยาเสพติดประเภทอื่น เนื่องจากตัวยาที่เสพก็ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและสมองของผู้เสพ หากบำบัดเพียงทางร่างกายอย่างเดียวอาจทำให้อาการที่เกิดขึ้นต่อจิตประสาทไม่ดีขึ้น และส่งผลให้การรักษาไม่สำเร็จในที่สุด โดยขั้นตอนหลักๆ ของการบำบัดรักษาจะมี ดังนี้

1. หยุดการใช้ยา : การหยุดยานี้จำเป็นอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเนื่องจาก ยา B5 หรือ Benzhexol ที่ได้รับในปริมาณที่สูงและเป็นระยะเวลานานส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบประสาท ซึ่งหากผู้ป่วยหยุดยาอย่างกะทันหันอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อาการถอนยา หรืออาการทางจิตที่อาจรุนแรงกว่าเดิม

2. การบำบัดฟื้นฟูทางจิต : การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตจากการใช้ยา B5 ผสมกับเครื่องดื่ม จะใช้การบำบัดทางจิตวิทยาร่วมกับการใช้ยารักษาอาการทางจิตนั้นๆ เพื่อควบคุมความผิดปกติของระบบประสาทและสมองร่วมกับการฟื้นฟูสุขภาพจิตพร้อมๆกัน

3. การรักษาภาวะแทรกซ้อน : ในผู้ที่ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยต้องรับการรักษาภาวะแทรกซ้อนที่ไม่ว่าจะเกี่ยวกับโรคจิตเวชหรืออาการแทรกซ้อนทางร่างกาย เช่น การให้ยาลดอาการสั่นหรือยาคลายเครียดเพื่อช่วยบรรเทาอาการ

4. การประเมินและดูแลระยะยาว : การที่สมองผู้ป่วยได้รับผลกระทบจากสารเสพติดอาจนำไปสู่การเกิดความบกพร่องในการควบคุมพฤติกรรมและความคิด การติดตามดูแลในระยะยาวจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการกลับไปเสพซ้ำอีก

หากผู้ที่ใช้ยา B5 ผสมเครื่องดื่มมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

  • อาการสั่นกระตุกของมือหรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ความรู้สึกเบลอหรือสูญเสียการควบคุม
  • มีอาการประสาทหลอน ได้ยินเสียงหรือเห็นภาพที่ไม่จริง
  • ใจสั่น หรือการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ความดันโลหิตสูงหรือต่ำเกินปกติ
  • ปวดท้องอย่างรุนแรง อาเจียนหรือท้องเสีย
  • เวียนศีรษะอย่างรุนแรงหรือเกิดอาการหมดสติ
  • มีอาการถอนเมื่อหยุดใช้ยา เช่น หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน
  • รู้สึกหายใจไม่ออกหรือมีอาการหายใจลำบาก


การนำยารักษาโรคมาใช้ในทางที่ผิดเพื่อหวังผลข้างเคียงในเรื่องของความเคลิ้มสุขและมึนเมายังคงเป็นปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเหล่านักเสพมักจะเสาะหายาที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทไปเสพโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อร่างกายหรือจิตใจ ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้สุขภาพและสมองเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งยังต้องระวังในเรื่องอาการประสาทหลอนที่อาจก่อให้เกิดพฤติกรรมที่อันตรายต่อคนใกล้ชิด ต่อสังคม หรือแม้กระทั่งกับตัวของผู้เสพเอง การตระหนักรู้ถึงอันตรายและผลกระทบของการใช้ยาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันการเกิดปัญหาดังกล่าวได้

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อันตรายเหล่านั้นขึ้น หากพบว่าคนใกล้ชิดของท่านมีพฤติกรรมติดยาเสพติด อย่ารอจนอาการรุนแรง เพราะการรักษาก่อนย่อมให้ผลที่ดีกว่า สถานบำบัดภูฟ้าเรสท์โฮมพร้อมให้ความช่วยเหลือและดูแลผู้ป่วยทุกคน โดยแพทย์และผู้ชำนาญการด้านการบำบัดยาเสพติดโดยเฉพาะ ที่จะช่วยให้คนที่คุณรักกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเป็นปกติอีกครั้ง ตัดสินใจตอนนี้ เพื่อชีวิตที่ดีตลอดไป ปรึกษาผู้ชำนาญการด้านการบำบัดยาเสพติดของเราเลยตอนนี้ โทร. 1522


ช็อก! ยา B5 ผสมเครื่องดื่ม เส้นทางมฤตยูสู่สมองดับ
สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนมารักษา

บทความที่คุณอาจสนใจ

รูปหน้าปกการรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด

การรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด

โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569

เคยหรือไม่? พยายามตักเตือนลูกให้เลิกยาเสพติด แต่กลับยิ่งถูกต่อต้าน หรือสถานการณ์แย่ลง นั่นเพราะจุดเร...

หน้าปกบทความเตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!

เตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!

โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569

เคยได้ยินหรือไม่? ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล ยาในกลุ่มยานอนหลับอีกหนึ่งตัวที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประส...

ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี

ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี

โพสต์เมื่อ 09 กุมภาพันธ์ 2569

เลิกยาเสพติดผิดวิธี อันตรายแต่ผลที่ตามมามากกว่าที่คิด ผู้ป่วยยาเสพติดแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่าง...