ประวัติความเป็นมาของวันต่อต้านยาเสพติดโลก - ภูฟ้าเรสท์โฮม
22 ธันวาคม 2565
วันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันต่อต้านยาเสพติด” โดยจุดประสงค์หลัก คือ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงการรณรงค์ต่อต้าน และแก้ปัญหายาเสพติด
วันต่อต้านยาเสพติดคืออะไร ทำไมจึงสำคัญ
วันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันต่อต้านยาเสพติด” โดยจุดประสงค์หลัก คือ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงการรณรงค์ต่อต้าน และแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งส่วนนี้อาจเป็นสิ่งที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว
ดังนั้นในวันนี้ภูฟ้าจึงอยากพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับวันต่อต้านยาเสพติดให้มากขึ้นว่า ประวัติวันต่อต้านยาเสพติดมีความเป็นมาอย่างไร มีความสำคัญอย่างไรในระดับนานาชาติ รวมไปถึงกิจกรรมที่ทำในวันต่อต้านยาเสพติดทั้งของไทย และต่างประเทศมีอะไรบ้าง
ประวัติวันต่อต้านยาเสพติดโลก
จำนวนการใช้จ่ายเกี่ยวกับสารเสพติดผิดกฎหมายในปี 2565 ทั่วโลกสูงกว่า $354,000 ดอลลาร์ล้านเหรียญสหรัฐ – ข้อมูลจาก worldometers
ภัยยาเสพติดไม่เพียงแต่จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาที่นานาประเทศยอมรับว่าต้องมีการแก้ปัญหาร่วมกันทั่วโลกตั้งแต่ช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 โดยมีการจัดประชุมระหว่างประเทศครั้งแรกที่เซี่ยงไฮ้ในปี 1909 (พ.ศ. 2452)
แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงพบว่าอัตราการใช้สารเสพติดในทางที่ผิดยังคงแพร่กระจายอย่างต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 17-26 มิถุนายน 1987 (พ.ศ. 2530) ได้จัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการใช้ยาในทางที่ผิด และการลักลอบใช้ยาเสพติด (International Conference on Drug Abuse and licit Trafficking ICDAIT) ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) มีมติประกาศให้วันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันต่อต้านยาเสพติด และการค้าที่ผิดกฎหมายสากล หรือเรียกสั้น ๆ ว่า วันต่อต้านยาเสพติด (International Day against Drug Abuse and Illicit Trafficking หรือ World Drug Day) นอกจากนี้วันที่ 26 มิถุนายน ยังเป็นวันที่เดียวกับที่จีนถอนสัมปทานการค้าฝิ่นในมณฑลกวางตุ้งเป็นครั้งแรกก่อนเกิดสงครามฝิ่นอีกด้วย
ความสำคัญของวันต่อต้านยาเสพติดโลกจึงเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างการดำเนินการและความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของสังคมระหว่างประเทศให้ปราศจากการใช้ยาเสพติดในทางที่ผิด
โดยแนวทางนี้เกี่ยวข้องกับการรักษา การสนับสนุน และการฟื้นฟูสมรรถภาพ, สร้างความมั่นใจในการเข้าถึงสารควบคุมเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์, การทำงานร่วมกับเกษตรกรที่เคยปลูกพืชยาเสพติดผิดกฎหมายเพื่อพัฒนาทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน, รวมไปถึงการสร้างกรอบกฎหมายและสถาบันที่เพียงพอสำหรับการควบคุมยาเสพติดโดยใช้อนุสัญญาระหว่างประเทศ และยึดมั่นมาจนถึงปัจจุบัน
ประวัติการต่อต้านยาเสพติดไทย
หากย้อนลงไปในประวัติศาสตร์ไทย ยาเสพติดเริ่มมีการนำมาใช้ตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยแรกเริ่มมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ทางการแพทย์ จากประวัติศาสตร์ได้มีการพูดถึงยาเสพติดชนิดแรกที่ถูกใช้ในไทยนั้นคือ ฝิ่น เพื่อใช้เป็นยาแก้ปวด ยาลดไข้ ยารักษาอาการท้องเสีย และเป็นยาเพิ่มพละกำลังกาย
ในสมัยนั้น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ก็ได้เล็งเห็นในคุณและโทษของฝิ่น จนมีการศึกษาสมุนไพรเลิกยาหลากหลายชนิด เพื่อลดการเสพฝิ่น และมีบัญญัติกฎหมายการห้ามซื้อ ห้ามขาย หรือเสพฝิ่นไว้อย่างชัดเจน แต่ยังคงมีการดำเนินซื้อขายแบบซ่อนเร้น และมีวิธีการที่แยบยลมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการแปรรูปไปเป็นยาเสพติดประเภทอื่น ๆ อีกจำนวนมาก ทำให้ยาเสพติดยังไม่สามารถขจัดให้หมดไปจากประเทศไทยได้
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง:
วันที่ 9 ธันวาคม 2501 คณะปฏิวัติภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้ออกประกาศคณะปฏิวัติให้เลิกการสูบฝิ่นทั่วราชอาณาจักร โดยมีการเผาทำลายฝิ่น รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการสูบฝิ่น และจัดตั้ง “คณะกรรมการปราบปรามยาเสพติดให้โทษ” หรือ ปปส. ขึ้นมาใน พ.ศ. 2504
ต่อมาในสมัยนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรีรัฐบาลได้เล็งเห็นว่า การปราบปรามยาเสพติดไม่สามารถแก้ไขได้โดยการดำเนินการเฉพาะกรมตำรวจฝ่ายเดียว จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 ต่อสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2519
พระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือเรียกชื่อย่อว่า “ป.ป.ส.” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และจัดตั้งสำนักงาน ป.ป.ส. ขึ้นเป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบโดยตรง
ดังที่ได้พูดไปในประวัติวันต่อต้านยาเสพติดโลก ว่ายาเสพติดนั้นเป็นปัญหาข้ามชาติที่ทั้งโลกจะต้องร่วมกันแก้ไข ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ (UN) จึงได้ยึดถือแนวทางปฏิบัติร่วมกับประชาคมโลกในการต่อต้านยาเสพติด และร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ในวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี ตั้งแต่ปี 2531 จวบจนปัจจุบัน โดยมีสำนักคณะกรรมการงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ และวางแผนงานปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาของรัฐบาลไทย
กิจกรรมต้านภัยยาเสพติดมีอะไรบ้าง
การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในประเทศไทยได้ถูกวางความสำคัญไว้สำหรับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ เด็ก หรือผู้สูงอายุ โดยเริ่มสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาเสพติดตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากเด็กยังมีพัฒนาการทางสมองไม่เต็มที่ ทำให้สารเสพติดมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กมากกว่าวัยอื่น ๆ และยังส่งผลในเรื่องปัญหาพฤติกรรม เชาวน์ปัญญาที่ลดลง รวมไปถึงปัญหาในด้านอารมณ์และจิตใจด้วย
สถาบันการศึกษาจึงได้จัดกิจกรรมขึ้นมาป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในรูปแบบต่าง ๆ ที่เด็กจะเข้าถึงได้ง่าย เช่น
- การจัดนิทรรศการความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด
- กิจกรรมรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ (บุหรี่จัดเป็นยาเสพติดประเภทไม่ผิดกฎหมาย)
- กิจกรรมประกวดคำขวัญวันต่อต้านยาเสพติด
- กิจกรรมประกวดกลอนในวันต่อต้านยาเสพติด*
- กิจกรรมประกวดภาพระบายสีในหัวข้อเกี่ยวกับวันต่อต้านยาเสพติด เช่น “เยาวชนไทยห่างไกลยาเสพติด”
- กิจกรรม/ชมรม, การประกวดดนตรี, แข่งขันกีฬา เพื่อการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ สร้างร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง
- การคัดเลือกต้นแบบเยาวชนร่วมรณรงค์ต่อต้านภัยยาเสพติด (พิจารณาจากความประพฤติ และมีชื่อเสียง เช่น นักกีฬา พิธีกร นักแสดง ศิลปิน)
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม: นอกจากวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปีจะเป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลกแล้ว ยังเป็นวันสุนทรภู่ กวีเอกของไทยอีกด้วย ดังนั้นนอกจากกิจกรรมประกวดคำขวัญวันต่อต้านยาเสพติดแล้ว เราจึงมักจะเห็นกิจกรรมประกวดกลอนวันต่อต้านยาเสพติดมาควบคู่กัน ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ จะส่งเสริมให้เยาวชนต้องศึกษา ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของยาเสพติดในทางตรงและอ้อม เพื่อนำมาเขียนคำขวัญ และกลอนต่าง ๆ
ในระดับชุมชนเองก็มีลักษณะกิจกรรมในทำนองเดียวกัน โดยมุ่งเน้นในด้านการให้สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อให้ตระหนักถึงโทษของยาเสพติด เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนในชุมชน, การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังในชุมชน เพื่อลดทั้งผู้เสพ และลดผู้ค้า, การจัดกิจกรรมทางพุทธศาสนา เช่น การไหว้พระ, สวดมนต์, นั่งสมาธิ เพื่อยกระดับจิตใจ นอกจากนี้บางชุมชนยังมีการรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่เป็นบุคคลใกล้ชิด คอยดูแลและส่งเสริมสุขภาพของทุกคนในหมู่บ้าน เพื่อลดการใช้ยาเสพติดในชุมชน รวมไปถึงการติดตามผลหลังรับการรักษาด้วย
และการรณรงค์ในระดับประเทศที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้เชิญชวนให้คนไทยทั้งประเทศใส่เสื้อสีขาวในวันที่ 26 มิถุนายน ในธีม “คนไทยหัวใจสีขาว” ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านยาเสพติด ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ทำประโยชน์เพื่อสังคม เฝ้าระวังปัญหายาเสพติดในชุมชน เพื่อให้ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน
โดยสรุปใจความสำคัญของกิจกรรมต้านภายยาเสพติดของประเทศไทยนั้นมีความรอบด้านและถูกดำเนินการไปพร้อม ๆ กัน ทั้งการสร้างความเข้าใจ, การป้องกัน - ปราบปรามเริ่มจากชุมชน และสถาบันศึกษา, และการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สุขอนามัยแข็งแรง จิตใจผ่องใส เพื่อลดความเสี่ยงที่คนในชุมชนจะหันไปใช้ยาเสพติด
กิจกรรมต้านภัยยาเสพติดของประเทศต่าง ๆ มีอะไรบ้าง
กิจกรรมในวันต่อต้านยาเสพติดของประเทศอื่น ๆ ก็มีจุดประสงค์ที่คล้ายคลึงกันกับไทย นั่นคือการสร้างความเข้าใจ และลดจำนวนผู้เสพให้ได้มากที่สุด ทั้งในแง่ของผู้ที่เริ่มเข้ามาเสพ และการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดให้กลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ไปดูกันว่ากิจกรรมของประเทศอื่น ๆ ต่างจากไทยอย่างไรบ้าง
1. 10 Days To Say NO To Drugs – ประเทศเบลเยี่ยม
ภาพจาก drugfreeworld
Drug Free World เป็นองค์กรไม่แสวงกำไรเพื่อการต่อต้านยาเสพติดที่มีสมาชิกกว่า 24 ประเทศทั่วโลก และเบลเยี่ยมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ในการรณรงค์นี้อาสาสมัครจากเบลเยี่ยมมีการรณรงค์โดยสวมใส่เสื้อสีฟ้า พร้อมด้วยการพกหนังสือเล่มเล็กชื่อ The Truth About Drugs ไปตามสถานที่ต่าง ๆ ที่มีผู้คนอยู่จำนวนมากเป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 - 26 มิถุนายน ตัวอย่างสถานที่เช่น สถานีรถไฟกลาง Antwerp (เมืองทางตอนเหนือของเบลเยี่ยม) เข้าถึงคนมากกว่า 3,500 คน และลงทางตอนใต้ที่เมือง Molenbeek ซึ่งเป็นเมืองที่มีการใช้ยาเสพติดเยอะมาก พวกเขาตั้งบูทที่สถานีรถไฟ แล้วแจกจ่ายหนังสือให้กับผู้โดยสาร รวมถึงร้านค้าต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับยาเสพติดให้กับคนในพื้นที่
หลังจบแคมเปญจาก Drug Free World ของเบลเยี่ยมสามารถกระจายหนังสือที่จะเป็นทั้งแนวทางการใช้ชีวิต และขุมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาเสพติดให้กับคนในประเทศได้มากกว่า 55,000 เล่ม โดยถูกฝากไว้กับร้านค้าทั่วประเทศกว่า 500 ร้าน บางร้านจำเป็นต้องขอเพิ่มเพราะหนังสือหมดเร็วมาก แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวต่อปัญหาภัยยาเสพติดภายในประเทศเบลเยี่ยม
สามารถดาวน์โหลดหนังสือ The Truth About Drugs ได้ที่นี่
2. Flash mob at Hollywood and Highland - สหรัฐอเมริกา, ลอสแอนเจลิส (LA)
ภาพจาก drugfreeworld
“Drugs are something that is someone else’s problem until it’s your kid and by then it’s too late.” – Marshall Faulk, NFL Legend, 2022
หลังจากสถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้นได้ 10 เดือน พบว่ามีคนเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดมากกว่าปีก่อนหน้าถึง 52% ดังนั้นเพื่อการรณรงค์ที่สามารถเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ใน LA ได้ กลุ่มอาสาสมัคร Drug Free World ได้ปรากฏตัวในวันก่อนงาน Super Bowl* ที่ใจกลาง Hollywood และแจกจ่ายหนังสือ The Truth About Drugs ไปจนถึงช่วงวันงานจริง
นอกจากนี้ในวันงาน ทีมอาสาสมัครได้ร่วมกับ Marshall Faulk ผู้เล่นทรงคุณค่าของ National Footbal League (NFL Legend) เชิญชวนให้ทุกคนลงทะเบียนเรียนหลักสูตรการศึกษาเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งเปิดให้เรียนฟรีอีกด้วย
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม: Super Bowl การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศทีมอเมริกันฟุตบอลอาชีพประจำปีของ NFL 37% ของชาวอเมริกันมีกีฬาโปรดคืออเมริกันฟุตบอล ทำให้งาน Super Bowl เป็นงานที่ทุกสายตาจับจ้อง (ถ่ายทอดสดทั่วโลก) และเป็นงานกีฬาที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก
3. Red Ribbon Week – สหรัฐอเมริกา
Red Ribbon Week คือแคมเปญที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดเพื่อการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับแอลกอฮอล์, ยาเสพติด, และความรุนแรงอื่น ๆ ให้กับเด็กทั่วสหรัฐอเมริกากว่าล้านคน ซึ่งถูกจัดเป็นประจำทุกปีในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม
Peggy Sapp ประธาน National Family Partnership ได้พูดถึง Red Ribbon Week โดยสรุปใจความได้ดังนี้
- เป็นการรณรงค์เพื่อเรียกความสนใจ และให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของยาเสพติด
- เป็นการรณรงค์ด้วยกลยุทธ์เชิงสภาพแวดล้อม ที่ส่งผลเป็นวงกว้างในทุกสังคม
- ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนคุยกันมากขึ้น ทำกิจกรรมร่วมกัน และสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
- ช่วยให้ผู้ปกครอง และโรงเรียนจัดทำหลักสูตรเพื่อป้องกันยาเสพติดที่ดี
- สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับคนในสังคม ส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวก และให้ความสนุกสนาน ซึ่งเป็นสองสิ่งที่จำเป็นต่อสุขภาพจิต
ตัวอย่างกิจกรรมใน Red Ribbon Week
- สร้าง Dress Code เพื่อร่วมกันรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด
- ตกแต่งประตูห้องพักของตัวเอง (บางโรงเรียนมีการประกวดด้วย)
- เขียนข้อความรณรงค์ด้วยชอล์ก
- ต่อริบบิ้นสีแดงกันคนละชิ้น ช่วยกันสร้างโรงเรียนปลอดยาเสพติด
- เล่น Red Ribbon Bingo เสริมสร้างการแก้ปัญหาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับยาเสพติด
5 ข้อนี้เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ละโรงเรียน แต่ละชุมชน ก็จะมีการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ออกมาแตกต่างกันออกไป เช่น การประกวดคำขวัญ, การแต่งเพลง แต่งแรป, การจัดทำที่คั่นหนังสือ, การจัดทำพวงกุญแจ เป็นต้น โดยมีจุดประสงค์เดียวกัน คือ เพื่อต่อต้านยาเสพติด และความรุนแรงทุกรูปแบบ
ขอบคุณภาพจาก weareteachers
ภูฟ้าเรสท์โฮม ขอเป็นอีกหนึ่งแรงร่วมต้านภัยยาเสพติด
ภัยยาเสพติดเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราทุกคนจะดูแลกันและกัน โดยเริ่มต้นง่าย ๆ จากการใส่ใจ เข้าใจ และร่วมกันแก้ปัญหา เพื่อป้องกันการหันไปพึ่งพายาเสพติด และฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างราบรื่น
ที่ภูฟ้าเรสท์โฮม เรามีกิจกรรมต้านภัยยาเสพติดหลากหลายรูปแบบที่สร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้กับผู้ป่วยยาเสพติดทุกคนที่เข้ารับการบำบัด โดยกิจกรรมของภูฟ้ามีทั้งแบบกิจกรรมเดี่ยว และแบบหมู่คณะ ที่ออกแบบโดยผู้ชำนาญการโดยเฉพาะ เพื่อพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจ ปรับสภาพแวดล้อม ช่วยเรื่องการปรับตัวเข้าสู่สังคมได้อย่างรวดเร็ว และไม่หันกลับไปใช้ยาเสพติด
เลิกยาเสพติดได้อย่างปลอดภัยกับภูฟ้าเรสท์โฮม ติดต่อเราได้ที่นี่ หรือ โทร. 1522 เพื่อปรึกษาผู้ชำนาญการด้านการบำบัดยาเสพติดภูฟ้าเกี่ยวกับการเข้ารับการบำบัด
-------------------------------------------------------
Source: un.org , unodc.org , thestandard , worldometers , oncb.go.th , brh , unodc.org/romena , govesite , sites.google.com , camri.go.th , cdd.go.th , phc.moph.go.th , drugfreeworld.org , themomentum.co , wolfgangsport , drugfreeworld.org , weareteachers.com ,
Teachingexpertise.com , redribbon.org , youthfirstinc.org
บทความที่คุณอาจสนใจ
การรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยหรือไม่? พยายามตักเตือนลูกให้เลิกยาเสพติด แต่กลับยิ่งถูกต่อต้าน หรือสถานการณ์แย่ลง นั่นเพราะจุดเร...
เตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยได้ยินหรือไม่? ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล ยาในกลุ่มยานอนหลับอีกหนึ่งตัวที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประส...
ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี
โพสต์เมื่อ 09 กุมภาพันธ์ 2569
เลิกยาเสพติดผิดวิธี อันตรายแต่ผลที่ตามมามากกว่าที่คิด ผู้ป่วยยาเสพติดแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่าง...