พยายามเลิกยาเสพติดแล้ว แต่ทำไมยังไม่สำเร็จ ?
09 กุมภาพันธ์ 2569
เคยพยายามเลิกยาเสพติดด้วยตัวเองแล้วล้มเหลว? ไม่ใช่เพราะคุณเข้มเเข็งไม่พอ หรือความตั้งใจไม่มากพอ แต่เพราะวิธีเลิกยาเสพติดนั้นซับว้อนกว่าที่คิด!
”เคยพยายามเลิกมาหลายครั้งแล้ว แต่สุดท้ายก็กลับไปเสพ"
"ตอนตั้งใจจะเลิก รู้สึกว่าทำได้แน่ๆ แต่พอผ่านไปไม่กี่วัน ก็รู้สึกทนไม่ไหวอีก"
ประโยคเหล่านี้อาจจะเป็นเสียงอยู่ภายในหัวของผู้เสพหลายๆคนที่ตั้งใจจะเลิกยาเสพติด หรืออาจเป็นคำที่คนในครอบครัวอาจเคยได้ยินจากผู้ป่วยยาเสพติดในทำนองแบบนี้ อาจจะมีการตั้งคำถามว่า ผู้ป่วยยาเสพติดได้ตั้งใจจริงๆหรือไม่? มีความอดทนหรือความพยายามมากเพียงใด?
ในความเป็นจริงคือ การล้มเหลวในการเลิกยาเสพติดด้วยตัวเองไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยยาเสพติดนั้นไม่มีความตั้งใจหรือไม่มีความพยายามมากพอ แต่เป็นเพราะอาการเสพติดเป็นอาการที่ซับซ้อนกว่าที่หลายๆคนคิด
เคยพยายามเลิกยาเสพติดแล้ว แต่ทำไมยังไม่สำเร็จ?
ก่อนจะตั้งคำถามว่า “ทำไมถึงล้มเหลวในการเลิกยาเสพติด” ต้องทำความเข้าใจว่าการเลิกยาเสพติดนั้น ไม่ได้อาศัยเพียงความตั้งใจถึงจะสำเร็จ หรือเพราะพยายามไม่พอจึงล้มเหลว เมื่อนึกถึงการเลิกยาเสพติดในมุมของผู้เสพหรือคนที่ไม่ได้เข้าใจผลกระทบของยาเสพติดต่อผู้เสพ อาจจะนึกถึงเพียงวิธีการเหล่านี้
การหยุดเสพเองทันที หรือหักดิบ
การหยุดเสพเองในทันทีหรือการหักดิบ ไม่ใช่วิธีเลิกที่ได้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ติดสารเสพติด นอกจากนี้ยังนำไปสู่อาการถอนยาหรือลงแดงที่อันตรายต่อทั้งร่างกายและสภาพจิตใจของผู้เสพ โดยผลข้างเคียงทางร่างกายที่รุนแรงที่สามารถพบได้ เช่น ท้องเสียอย่างรุนแรงหรืออาเจียนรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำ การสำลักเนื่องจากการอาเจียนมากเกินไป การติดเชื้อในปอดจากการสำลัก อาการชัก และอาการเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้ผู้เสพอยากลับไปใช้สารเสพติดอีกครั้งอย่างรุนแรง
การลดปริมาณการเสพลงเรื่อยๆ
หลายคนอาจคิดว่าในเมื่อหักดิบด้วยตัวเองเป็นอันตราย การค่อยๆลดปริมาณยาเสพติดลงอาจทำให้การเลิกยาเสพติดด้วยตัวเองได้ผลในสักวัน แม้จะมีการค่อยๆ ลดปริมาณยา แต่หากไม่ได้รับการดูแลครอบคลุมในปัจจัยต่างๆอย่างต่อเนื่องโอกาสสำเร็จในการเลิกยาเสพติดก็น้อยเช่นกัน จากการวิจัยหนึ่งเกี่ยวกับการเลิกใช้ยาเบนโซไดอะเซปินซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและทำให้เกิดการเสพติด สรุปได้ว่า แม้บางคนจะพยายามค่อย ๆ ลดปริมาณยาด้วยตัวเอง แต่ถ้าไม่มีผู้เชี่ยวชาญหรือการบำบัดช่วยควบคู่ไปด้วย โอกาสเลิกสำเร็จก็มักไม่สูงนัก การลดขนาดยาเองเพียงอย่างเดียวมักทำได้แค่ช่วงสั้น ๆ และมีโอกาสกลับไปใช้ซ้ำได้ง่าย เมื่อเทียบกับการเลิกที่มีการดูแลและติดตามอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์มักไม่ยั่งยืนเท่า
จะเห็นว่าต่อให้ผู้เสพมีความตั้งใจมากแค่ไหน มีความพยายามอดทนมากเพียงใด ก็อาจจะไม่สามารถฝืนขีดจำกัดของร่างกายและการทำงานของสมองที่ถูกยาเสพติดกระตุ้นได้ ความอยากเสพไม่ได้เกิดจากนิสัย แต่เกิดจากการที่ยาเสพติดทำลายสมองส่วนควบคุมการตัดสินใจ นั่นหมายความว่า แม้จะมีความตั้งใจแรงกล้าแค่ไหน หากสมองของคุณถูกยาเสพติดทำลายไปแล้ว การควบคุมตัวเองด้วยความตั้งใจเพียงอย่างเดียวเป็นสิ่งที่ยากมาก
ทำไมความตั้งใจเลิกยาอย่างเดียวถึงไม่เพียงพอ?
อย่างที่ได้เกริ่นไปในข้างต้นว่า ความอยากเสพนั้นอาจไม่ใช่นิสัยของผู้เสพ เเต่เพราะฤทธิ์ของยาเสพติดที่กระตุ้นให้อยากเสพ หลายคนเข้าใจผิดว่าการเสพติดเป็นเพียง "ปัญหาทางจิตใจ" หรือ "ขาดความอดทน" แต่ความจริงแล้วการเสพติดเป็นโรคทางสมองที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสมอง เมื่อยาเสพติดเข้าสู่ร่างกาย จะไปกระตุ้นสมองให้หลั่งสารโดพามีน (Dopamine)ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขและพึงพอใจ ปกติแล้ว สมองจะหลั่งโดพามีนเมื่อเราทำกิจกรรมที่สนุก เช่น ทานอาหารอร่อย พบเพื่อน หรือทำสิ่งที่ชอบ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เราอยากทำซ้ำอีก แต่เมื่อเสพยา สมองจะถูกบังคับให้หลั่งโดพามีนออกมามากกว่าปกติหลายเท่าตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระบบรางวัลในสมอง (Reward System) ถูกทำลาย เรียกว่า “ภาวะสมองติดยา” ซึ่งเป็นภาวะที่สมอง 2 ส่วน คือ สมองส่วนคิด (Cerebral Cortex) ที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และสมองส่วนอยาก (Limbic System) ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และความรู้สึก ทำงานไม่สมดุลและประสิทธิภาพในการทำงานของทั้งสองส่วนลดลง
ผู้ที่ติดยาเสพติดนั้นการทำงานของสมองส่วนคิดนั้นจะมีประสิทธิภาพลดลง ทำให้การวิเคราะห์และยับยั้งชั่งใจแย่ลง ในส่วนของสมองส่วนอารมณ์และความอยาก จะไวต่อสิ่งกระตุ้นเป็นพิเศษ ทำให้ความอยากเกิดง่ายและแรงกว่าปกติ ก่อให้เกิดแรงกระตุ้นที่นำพาไปสู่ความอยากยา จำเป็นต้องหาเพื่อนำมาเสพ เมื่อเสพแล้วจะมีความสุข ถือว่าเป็นอาการป่วยทางสมองอย่างนึงที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ด้วย
เลิกยาเสพติดด้วยตัวเอง จะเกิดข้อจำกัดเรื่องอะไรบ้าง?
การพยายามเลิกยาด้วยตนเองนับว่าเป็นความตั้งใจที่ดีมาก แต่ในการพยายามด้วยตนเองโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ถูกต้องนั้นก็ทำให้เกิด “ข้อจำกัด” หลายด้านที่ทำให้เลิกได้ยากหรือกลับไปใช้ซ้ำได้ง่าย เช่น
1. ขาดการประเมินอาการตอนเริ่มต้น
การเสพติดแต่ละคนมีความรุนแรงไม่เท่ากัน บางคนเสพมาไม่นาน อาการยังไม่รุนแรง แต่บางคนเสพมานานหลายปี มีโรคแทรกซ้อนทั้งทางกายและจิตใจ ปัญหาที่อาจจะตามมา
- ไม่ทราบว่ามีโรคร่วมหรือไม่ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล โรคทางกาย
- ไม่สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายตัวเอง
- อาจประเมินตัวเองผิดว่ายังไม่รุนแรง ทนได้ แล้วพบว่าอาการถอนยารุนแรงกว่าที่คิด
2. ไม่มีผู้คอยดูแลความปลอดภัยเมื่อเกิดอาการถอนยา
อาการถอนยาบางอย่างอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล อาจต้องเผชิญกับเหตุการเหล่านี้ด้วยตัวคนเดียว
- ไม่มีใครคอยสังเกตอาการที่ผิดปกติ
- ไม่มีวิธีที่ถูกต้องในการบรรเทาอาการ ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างหนัก
- เมื่อทนไม่ไหว ก็อาจกลับไปเสพซ้ำเพื่อหยุดความเจ็บปวด
- ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ชัก หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไม่มีผู้ช่วยเหลือทันท่วงที
3. ไม่ได้จัดการสาเหตุจากต้นตอ
การเลิกยาที่แท้จริงไม่ใช่แค่การหยุดเสพ แต่คือการเข้าใจและจัดการกับสาเหตุที่ทำให้หันไปเสพยาตั้งแต่แรก เนื่องจากผู้เสพหลายคนอาจหันไปใช้ยาเพราะ
- หนีปัญหาความเครียด
- มีปัญหาครอบครัว
- เคยถูกทำร้ายทางจิตใจ
- รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีคุณค่า
- มีโรคทางจิตเวช เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล
หากไม่ได้จัดการกับต้นตอของปัญหา แม้จะหยุดเสพได้ชั่วคราว แต่เมื่อเจอปัญหาเดิมอีกก็มีโอกาสสูงที่จะกลับไปเสพซ้ำ
4. ไม่มีการปรับทัศนคติและทักษะเพื่อรับมือในอนาคต
การเลิกยาเสพติดที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ผู้เสพสามารถหยุดใช้สารเสพติดได้ แต่รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีคิด พฤติกรรม อย่างเช่น
- รู้จักตัวเอง เข้าใจความรู้สึก
- จัดการความเครียดด้วยวิธีที่ถูกต้อง
- สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง
- มีทักษะการปฏิเสธเมื่อถูกชวนเสพ
- สร้างเป้าหมายและความหมายในชีวิต
- วางแผนรับมือกับสถานการณ์เสี่ยง
เมื่อเลิกยาด้วยตัวเอง ผู้ป่วยอาจไม่ได้เรียนรู้ทักษะเหล่านี้ ทำให้เมื่อเจอสถานการณ์เสี่ยง ก็อาจไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไร จนเกิดเหตุการณ์กลับไปเสพซ้ำ
เมื่อไหร่ที่ควรพิจารณาเข้ารับการบำบัด?
การเลิกยาเสพติดไม่จำเป็นต้องรอให้ติดหนักมากหรือเกิดปัญหาร้ายแรงก่อน เมื่อเริ่มอยากเลิกยา นั่นคือจังหวะที่ดีที่สุดในการเริ่มเข้ารับการบำบัดยาเสพติด การเสพติดเป็นภาวะที่ค่อยๆรุนแรงขึ้น การได้รับการบำบัดตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยให้ผลลัพธ์ของการฟื้นฟูมีประสิทธิภาพได้ดีขึ้น ช่วยลดความรุนแรงของการเสพติด ลดผลกระทบต่อสุขภาพและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมถึงเพิ่มโอกาสในการเลิกได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
- ป้องกันการเพิ่มระดับในการใช้สารเสพติด
- ลดความเสียหายต่อสุขภาพร่างกาย เช่น โรคตับ หัวใจ และระบบประสาท
- ลดผลกระทบด้านจิตใจและสังคม
โดยการแก้ปัญหาตั้งแต่ก่อนที่สารเสพติดจะมีอิทธิพลต่อสมองและร่างกายมากเกินไป จะช่วยให้ฟื้นตัวได้ง่ายกว่าและลดผลเสียระยะยาวได้มากขึ้น
ในส่วนของผู้เสพที่เคยพยายามเลิกยาด้วยตัวเองแล้วแต่ไม่สำเร็จ นั่นคือสัญญาณที่เตือนว่าควรรีบขอความช่วยเหลือจากแพทย์หรือสถานบำบัดยาเสพติดเพื่อเข้ารับการบำบัดด้วยวิธีที่ถูกต้องโดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการกลับไปใช้ซ้ำที่รุนแรงกว่าเดิม เนื่องจากเมื่อเคยหยุดแล้วกลับมาใช้ใหม่ ร่างกายและสมองอาจตอบสนองต่อสารเสพติดเร็วขึ้น ความอยากอาจรุนแรงกว่าเดิม และปริมาณการใช้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว อาจส่งผลให้เกิดวงจร “เลิกได้ชั่วคราว-กลับไปใช้-เลิกอีกครั้ง” ที่เกิดซ้ำๆ สามารถทำให้การเสพติดฝังลึกยิ่งขึ้นทั้งในระดับพฤติกรรมและระบบสมอง
จะเห็นว่าการเสพติดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใช้แค่ใจที่มุ่งมั่นก็สามารถเลิกได้ เนื่องจากการติดยาเสพติดก็เปรียบเสมือนการเป็นโรคโรคหนึ่งที่ต้องการการรักษาในทางการแพทย์เช่นเดียวกันกับอาการป่วยโรคอื่นๆ การพยายามรับมือเพียงลำพังอาจทำให้เกิดความท้อแท้ ความรู้สึกผิดต่อตนเอง หรือกลับไปเริ่มต้นวงจรเดิมซ้ำอีกครั้ง ผู้ป่วยจะสามารถฟื้นตัวได้ดีหากได้รับแนวทางที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น เป็นก้าวแรกสู่การกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขได้อีกครั้ง ปรึกษาผู้ชำนาญการของภูฟ้าเรสท์โฮม โทร 1522
บทความที่คุณอาจสนใจ
การรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยหรือไม่? พยายามตักเตือนลูกให้เลิกยาเสพติด แต่กลับยิ่งถูกต่อต้าน หรือสถานการณ์แย่ลง นั่นเพราะจุดเร...
เตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยได้ยินหรือไม่? ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล ยาในกลุ่มยานอนหลับอีกหนึ่งตัวที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประส...
ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี
โพสต์เมื่อ 09 กุมภาพันธ์ 2569
เลิกยาเสพติดผิดวิธี อันตรายแต่ผลที่ตามมามากกว่าที่คิด ผู้ป่วยยาเสพติดแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่าง...