วิธีเลิกยาอย่างถาวร ไม่กลับไปติดซ้ำ ทำอย่างไร - ภูฟ้าเรสท์โฮม
22 ธันวาคม 2565
การกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำอีกครั้ง ส่วนใหญ่มักมีปัจจัยไปกระตุ้น ภูฟ้าเรสท์โฮมขอนำทุกท่านไปทำความเข้าใจถึง ปัจจัยต่าง ๆ และวิธีการป้องการการกลับไปติดซ้ำ
เลิกยาอย่างถาวร ไม่กลับไปติดซ้ำ ทำอย่างไร ?
ความคาดหวังสูงสุดของผู้ป่วยหลังออกจากสถานบำบัด คือการเลิกยาเสพติดให้ได้อย่างเด็ดขาดและไม่ยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติดอีก แต่การเอาชนะเป้าหมายนี้นั้นไม่ง่ายและไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ผู้ป่วยจึงต้องเตรียมพร้อมตนเองทั้งร่างกายและจิตใจ เด็ดขาดกับตนเอง และหลีกเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยงที่นำไปสู่การเสพซ้ำ ดังนั้น บทความนี้จะแนะนำเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงและวิธีการป้องกัน รวมถึงคำแนะนำที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ผู้ป่วยห่างไกลยาเสพติด ไม่กลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำและสามารถเลิกยาได้อย่างถาวรในท้ายที่สุด
ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกระตุ้น (trigger) และวิธีการป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ
การที่ผู้ป่วยกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำอีกครั้งนั้น ส่วนใหญ่มักมีปัจจัยไปกระตุ้นให้ผู้ป่วยหวนคิดถึงยาเสพติดและอยากเสพอีกครั้ง กลุ่มงานวิชาการพยาบาล โรงพยาบาลธัญญารักษ์ปัตตานี ให้นิยามของการกลับไปเสพซ้ำ (Relapse) ว่าเป็นพฤติกรรมของผู้ติดยากลับไปเริ่มต้นใช้ยาและสารเสพติดใหม่อีกครั้งในปริมาณถี่ขึ้น หรือใช้ในชีวิตประจำวันหลังจากที่มีการหยุดยาเสพติดหรือหลังจากการบำบัดรักษายาเสพติดในรูปแบบต่าง ๆ มาเป็นเวลาระยะหนึ่ง และมีการใช้ยาต่อเนื่องโดยไม่สามารถจัดการสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ ดังนั้น วันนี้ภูฟ้าเรสท์โฮมจะมาแนะนำถึงปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกระตุ้น (trigger) และวิธีการป้องกันการกลับไปเสพซ้ำในแต่ละตัวกระตุ้น (ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกระตุ้น (trigger) และวิธีการป้องกันการกลับไปเสพซ้ำในแต่ละตัวกระตุ้น (Hartney E., 2020) ดังนี้
- 1. ความเครียด เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ป่วยกลับไปเสพซ้ำ อาจจะเนื่องด้วยขาดทักษะการจัดการกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในชีวิต มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า มีการเพิ่มความต้องการใช้ยาเสพติดในขณะที่ผู้ป่วยเผชิญกับความเครียด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผู้ป่วยเคยใช้ยาเพื่อจัดการกับความเครียดมาก่อน
วิธีการป้องกัน ผู้ป่วยต้องปรับเปลี่ยนวิถีดำเนินชีวิต ปรับรูปแบบความสัมพันธ์ สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับความเครียดในชีวิตโดยผู้ป่วยติดยาเสพติดอาจลองฝึกวิธีการลดความเครียด ดังนี้
1.1 ฝึกปฏิบัติสมาธิหรือการเจริญสติ ซึ่งเป็นวิธีการที่จดจ่อไปที่อารมณ์ ความคิด และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะที่ฝึกสมาธิ เมื่อผู้ป่วยมีสติก็จะรู้จักห้ามใจ รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ วิธีนี้เป็นวิธีฝึกที่นิยมทำโดยเฉพาะวิธีการบำบัดแบบ Cognitive Behavioral Therapy
1.2 ฝึกจัดการเวลาของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างตารางเวลาของตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงอาการตื่นตระหนกในภาวะเร่งรีบ
1.3 ฝึกร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการจัดสรรเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและทานอาหารที่มีประโยชน์
- 2. คนและสถานที่ ที่เชื่อมโยงกับการพฤติกรรมการเสพยา เพื่อนหรือบุคคลที่เคยเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยในขณะเสพยาและสถานที่ที่ผู้ป่วยเคยเสพยา หรือแม้แต่คนในครอบครัวที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนแอและไม่เป็นตัวของตัวเอง ดังนั้น ผู้ป่วยต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึกดังกล่าวหากเกิดขึ้นวิธีการป้องกัน วิธีการป้องกัน พยายามออกห่างสังคมเดิม ๆ ไม่ติดต่อเพื่อนเก่าที่เสพยาด้วยกัน หากเพื่อนที่เคยเสพยาชักชวนผู้ป่วยออกไปสังสรรค์ข้างนอก ผู้ป่วยต้องปฏิเสธคำชักชวนนั้น
ผู้ป่วยควรเตรียมคำปฏิเสธต่อคำชักชวนไว้ล่วงหน้า หาไม่แล้วผู้ป่วยอาจจะใจอ่อนและตอบตกลงไปได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยสามารถขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญจากสถานบำบัดเพื่อเตรียมความพร้อมว่าจะปฏิบัติตนอย่างไรหากเกิดสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ป่วยควรทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เช่น การออกกำลังกาย ออกไปดูหนัง หรืออ่านหนังสือที่มีประโยชน์แทน เป็นต้น - 3. อารมณ์ด้านลบหรือสถานการณ์ที่ยากลำบาก ผู้ป่วยยาเสพติดต้องใช้ความอดทนในการต่อสู้และหาวิธีจัดการกับอารมณ์ด้านลบของตนเองโดยไม่พึ่งยาเสพติดให้ได้ ไม่เพียงแค่ผู้ติดยาเสพติดที่เผชิญกับอารมณ์ด้านลบ แต่คนปกติก็ประสบกับอารมณ์ด้านลบเช่นกันเพียงแต่ว่าคนเหล่านั้นรู้วิธีการจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ ดังนั้น กุญแจสำคัญคือ ทำอย่างไรจะจัดการกับอารมณ์ด้านลบและสถานการณ์ที่ยากลำบากให้ได้วิธีการป้องกัน ผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีการจัดการและกล้าที่จะเผชิญหน้ากับอารมณ์ด้านลบของตนเอง การหลบหนีหรือหลีกเลี่ยงอารมณ์ด้านลบโดยหันไปพึ่งยาเสพติดไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา
ที่ตรงจุด ดังนั้น ผู้ป่วยควรลองที่จะฝึกสมาธิ หรือการสวดมนต์เพื่อปลดปล่อยอารมณ์ด้านลบ หรือหากิจกรรมที่ตนเองทำแล้วผ่อนคลาย พูดคุยกับคนใกล้ชิด หากผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากสถานบำบัดเพื่อรับคำแนะนำในการจัดการด้านอารมณ์อย่างมีประสิทธิภาพ - 4. เห็นหรือสัมผัสสิ่งเร้าของการเสพยา ผู้ป่วยสามารถเกิดอาการอยากเสพซ้ำได้หากเห็นคนกำลังดื่มเหล้า กลิ่นของบุหรี่ เข็มฉีดยา เป็นต้น ระยะการพักฟื้นหลังการบำบัด (recovery) ไม่ได้เป็นเพียงการหยุดหรือ งดเว้นการใช้สารเสพติด แต่คือการที่ผู้ป่วยสามารถสร้างการดำเนินชีวิตแบบใหม่ที่ดีโดยที่ไม่ต้องพึ่งพายาเสพติด
วิธีการป้องกัน ผู้ป่วยต้องมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเอง สร้างการดำเนินชีวิตใหม่ที่มีสุขภาพจิตและกายที่แข็งแรง โดยให้ผู้ป่วย
ลองคิดถึงผลลัพธ์จากการเสพยาที่ตามมาและเตือนสติตนเอง เช่น สูญเสียคนรัก ตกงาน ไม่ได้พบหน้าลูก หรือทำให้คนที่รักเสียใจหากตนเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมีแต่จะนำมาซึ่งความเจ็บปวดและสูญเสียเท่านั้น การติดยาเสพติดไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อชีวิตแม้แต่น้อย - 5. สถานการณ์ด้านบวก ความรู้สึกอยากเฉลิมฉลองก็สามารถทำให้เกิดการอยากเสพซ้ำได้เช่นกัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่กลับไปเสพซ้ำ
มักประเมินตนเองสูง คิดว่าตนเองสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ การดื่มเพียง 1 แก้ว หรือการสูบบุหรี่เพียง 1 มวนคงไม่เป็นอะไร ผู้ป่วยสามารถไปร่วมงานสังสรรค์ต่าง ๆ ได้ แต่ต้องมีเพื่อนหรือคนใกล้ชิดเดินทางไปด้วย เพื่อให้ช่วยกันสอดส่องถึงสถานการณ์เสี่ยงและช่วยผู้ป่วยยับยั้งชั่งใจในการเริ่มเสพซ้ำวิธีการป้องกัน หลีกเลี่ยงการไปงานสังสรรค์คนเดียวหากผู้ป่วยคิดว่าอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อตนเองในการเสพซ้ำ เพราะการเสพซ้ำเกิดขึ้นอย่างง่ายดายโดยบางครั้งเป็นไปอย่างอัตโนมัติ ผู้ป่วยอาจจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญถึงการวางแผนรับมือในสถานการณ์นี้เพื่อหลีกเลี่ยงการเสพซ้ำ
ดังนั้น ผู้ป่วยต้องตระหนักถึงสิ่งเร้าและเตรียมพร้อมตนเองล่วงหน้าถึงวิธีการป้องกันหากต้องพบกับปัจจัยหรือสถานการณ์เสี่ยงข้างต้น หากทำได้อย่างครบถ้วนก็ยิ่งเพิ่มความเป็น
ไปได้ที่จะเลิกยาเสพติดได้อย่างถาวร อย่างไรก็ดี อาการกลับไปเสพซ้ำนั้นไม่ได้สะท้อนว่าผู้ป่วยผิดด้านศีลธรรมหรือผู้ป่วยไม่สามารถหักห้ามใจตนเองได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเสพซ้ำนั้นเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางระบบประสาทและถือเป็นอาการทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาเช่นเดียวกับโรคทางกาย อย่างโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็งเป็นต้น
งานวิจัยในต่างประเทศและสถาบันทางการแพทย์ได้ยืนยันแล้วว่าการติดยาเสพติดเป็นโรคทางระบบประสาทเช่นเดียวกับสถาบันในไทย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ให้ข้อมูลกระบวนการที่ยาเสพติดเข้าควบคุมระบบประสาทของผู้ป่วย โดยยาเสพติดจะกระตุ้นปลายประสาทในสมองให้หลั่งสารเคมีในสมองออกมาจำนวนมาก กระตุ้นศูนย์ความสุขให้เกิดความรู้สึกเป็นสุขขึ้น เมื่อเสพถี่ขึ้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมอง การใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลจะสูญเสียไปและถูกควบคุมด้วยสมองส่วนอยากแทน พฤติกรรมของผู้เสพยาจึงมีการเปลี่ยนแปลง มีอารมณ์ก้าวร้าว หงุดหงิด และไม่สามารถควบคุมตนเองได้ และท้ายที่สุดตัวยาจะเข้าทำลายสมอง ส่งผลให้มีอาการทางจิตและเกิดโรคจิตได้ สถิติแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยยาเสพติดมีอาการทางจิตเวชถึง 50% ความผิดปกติของบุคลิกภาพต่อต้านสังคม 30 - 60% ผู้ป่วยที่ติดสารโอปิออยด์(เช่น ฝิ่นหรือเฮโรอีน) และผู้ป่วยติดสุรามีอาการซึมเศร้าถึง 30 - 50% และ 40% ตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ติดสารเสพติดมีโอกาสฆ่าตัวตายมากกว่าคนปกติถึง 20 เท่า
สถิติแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยยาเสพติด
- มีอาการทางจิตเวชถึง 50%
- มีความผิดปกติของบุคลิกภาพต่อต้านสังคม 30 - 60%
- มีโอกาสฆ่าตัวตายมากกว่าคนปกติถึง 20 เท่า
- ผู้ป่วยที่ติดสารโอปิออยด์(เช่น ฝิ่นหรือเฮโรอีน) และผู้ป่วยติดสุรามีอาการซึมเศร้าถึง 30 - 50% และ 40% ตามลำดับ
สถาบัน The National Institute on Drug Abuse ประเมินว่า ผู้ป่วยจะกลับไปเสพซ้ำถึง 40 - 60% ดังนั้น หากอาการเสพซ้ำเกิดขึ้นอีกผู้ป่วยต้องเข้ารับการบำบัดซ้ำเพื่อทำการทบทวนโปรแกรมการรักษาใหม่ให้เหมาะสม สิ่งสำคัญคือ ผู้ป่วยต้องหลีกหนีสิ่งเร้าที่จะกระตุ้นผู้ป่วยให้เกิดความอยาก อันจะนำไปสู่การเสพซ้ำ (relapse) ในอนาคต
แม้ว่าสารเสพติดจะเข้าไปกระตุ้นสมองให้เกิดความผิดปกติ อย่างไรก็ดี งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นแล้วว่า การบำบัดรักษายาเสพติดสามารถช่วยเหลือสมองของคนติดยาให้กลับมามีภาวะปกติได้ดังเดิม ดังนั้น หากผู้ป่วยติดยาเสพติดและมีอาการรุนแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ควรรีบนำผู้ป่วยเข้าบำบัดรักษา หากปล่อยทิ้งไว้ผู้ป่วยอาจจะมีภาวะลงแดงหรืออันตรายถึงชีวิตได้ เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่กลับไปเสพซ้ำ หากครอบครัวพบว่าผู้ป่วยกลับไปใช้สารเสพติดอีก ให้รีบนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษา เพราะร่างกายของผู้ป่วยเคยได้รับการบำบัดมาแล้ว ร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะเกือบปกติ ดังนั้น หากผู้ป่วยกลับไปใช้ยาในปริมาณเท่าเดิมก่อนการบำบัด ร่างกายของผู้ป่วยอาจจะไม่สามารถทนต่อความรุนแรงของพิษสารเสพติดได้ เกิด overdose และเสี่ยงอันตรายถึงแก่ชีวิต การนำผู้ป่วยเข้ารักษาแต่เนิ่น ๆ ยิ่งเป็นการลดความเสี่ยงของการเสพซ้ำอีกด้วย (Harrison N., 2022).
ผู้ป่วยและครอบครัวอาจจะมีคำถามว่า ผู้ป่วยสามารถเลิกยาได้อย่างถาวรหรือไม่ หากเป็นไปได้ต้องทำอย่างไร หัวใจสำคัญของการเลิกยาได้อย่างถาวรนั้น คือ ตัวผู้ป่วยเองต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง และควรหมั่นฝึกซ้อมให้รู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยง หากิจกรรมอื่น ๆ ทำ เช่น การออกกำลังกาย หรือการเข้าร่วมสมาคมต่าง ๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ นอกจากนี้ การพูดคุยกับคนใกล้ชิดที่ไว้วางใจเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์กดดัน เครียด หรือกังวลใจ จะช่วยผ่อนคลายอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้ การติดยาเสพติดเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ แต่สามารถบำบัดได้และให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ (National Institute on Drug Abuse, 2020) โดยวิธีการที่ผู้ป่วยนั้นจะสามารถเลิกยาและห่างไกลยาเสพติดได้อย่างถาวร ผู้ป่วยต้องเริ่มต้นที่ตนเองและพร้อมที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก เมื่อผู้ป่วยออกจากสถานบำบัดแล้ว ผู้ป่วยฝึกฝนเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม รวมถึงปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ที่ปลอดยาเสพติด นอกจากนี้ ครอบครัวอันเป็นที่รักและผู้ใกล้ชิดจะเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะสนับสนุนผู้ป่วยให้ห่างไกลจากยาเสพติด (Partnership to End Addiction, 2022)
ปัจจัยที่ต้องคำนึงก่อนการเข้ารับการรักษาอาการติดยาอีกครั้ง
เมื่อผู้ป่วยกลับไปเสพซ้ำ การเข้ารับบำบัดอีกครั้งเป็นสิ่งจำเป็น และควรรีบปรึกษาสถานบำบัดที่ผู้ป่วยเคยรับการบำบัดก่อนหน้าเพื่อขอความช่วยเหลือ อย่างไรก็ดี การเสพซ้ำนั้นไม่ได้แปลว่าการบำบัดก่อนหน้านั้นล้มเหลวหรือไม่ประสบผลสำเร็จ หากแต่เป็นการบ่งชี้ว่าผู้ป่วยต้องเข้ารับการบำบัดอีกครั้งเพื่อปรับเปลี่ยนโปรแกรมบำบัด การเข้าบำบัดอีกครั้งจะช่วยให้เลิกยาเสพติดได้และลดความเสี่ยงต่อการเสพซ้ำในอนาคต ซึ่งก่อนจะเข้ารับการรักษาอีกครั้ง ครอบครัวหรือตัวผู้ป่วยควรเตรียมข้อมูลเพื่อขอคำปรึกษาจากสถานบำบัดเพื่อประเมินว่าควรเข้ารับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยใน โดยข้อมูลจากสถาบัน American Addiction Centers (Hardey S., Thomas S., Stein S., Kelly R., and Ackermann K., 2022) ให้คำแนะนำถึงปัจจัยที่ผู้ป่วยต้องคำนึงก่อนการเข้ารับการรักษาอาการติดยาอีกครั้ง ดังนี้
- 1) ชนิดของยาที่ใช้ ต้องทราบว่าตนเองกลับไปเสพซ้ำด้วยยาชนิดใด เพราะยาบางชนิด เช่น เฮโรอีน หรือแอลกอฮอล์ต้องได้รับการถอนพิษและอาจจะต้องอยู่รักษาแบบผู้ป่วยในเพื่อป้องกันความซับซ้อนของอาการ
- 2) การมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือจากครอบครัว ถ้าผู้ป่วยได้รับการซัปพอร์ตจากครอบครัวอย่างแข็งแรง การเลือกโปรแกรมแบบผู้ป่วยนอกจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่หากผู้ป่วยอยู่กับครอบครัวที่ไม่พร้อมดูแลผู้ป่วย ในกรณีนี้การรักษาแบบผู้ป่วยในจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
- 3) สิ่งแวดล้อมภายในบ้าน หากบ้านที่ผู้ป่วยใช้พักพิงเป็นสถานที่ที่ไม่ปลอดยาและยังมีสิ่งเร้าอยู่ในบ้าน ผู้ป่วยควรรับการรักษาแบบผู้ป่วยในเพื่อลดการพบเจอกับสิ่งเร้า
- 4) การเดินทาง หากครอบครัวผู้ป่วยไม่สามารถนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้ในทุก ๆ วัน ผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในเพื่อความสะดวกและการบำบัดที่มีประสิทธิภาพ
- 5) สภาพร่างกายและจิตใจ หากผู้ป่วยมีอาการทางจิตร่วมด้วยนอกเหนือจากการติดยาเสพติด ผู้ป่วยต้องรับการรักษาแบบผู้ป่วยใน เช่นเดียวกับหญิงตั้งครรภ์ที่ติดยาเสพติด ก็ควรต้องรับการรักษาในสถานบำบัด
- 6) ประสบการณ์รักษาครั้งที่ผ่านมา หากครั้งที่ผ่านมาผู้ป่วยรักษาแบบผู้ป่วยนอกมาก่อน และเกิดการเสพซ้ำ ในครั้งนี้ผู้ป่วยควรรับการรักษาที่เข้มข้นขึ้นแบบผู้ป่วยใน
- 7) ความเสี่ยงต่อการกลับไปเสพซ้ำอีกครั้ง ถึงแม้ว่าผู้ป่วยผ่านการบำบัดและหายจากการเสพซ้ำแล้ว แต่หากผู้ป่วยยังอยู่กับตัวกระตุ้นหรือสิ่งเร้ารอบตัวที่จะนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเสพซ้ำอีกหลังการบำบัด สถานบำบัดจะต้องวางแผนและเตรียมพร้อมผู้ป่วยเพื่อจัดการกับสิ่งเร้า ความเครียด และความอยาก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเสพซ้ำในอนาคต
เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยบรรลุตามเป้าหมายสูงสุดของการเลิกยาเสพติดอย่างถาวร ผู้ป่วยเองต้องมีความมุ่งมั่นที่จะเลิกยาเสพติด พร้อมที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิต ปรับพฤติกรรมของตนเองเสียใหม่ เข้าใจสิ่งเร้าที่อาจจะมา กระทบจิตใจ โดยต้องเตรียมพร้อมวิธีการป้องกันและรับมือสิ่งเร้าต่าง ๆ หากผู้ป่วยมีปัญหาในการป้องกันตนเองจากปัจจัยกระตุ้นรอบตัว หรือรู้สึกว่าตนเองอาจจะตกอยู่ในสถานการณ์เสพซ้ำแล้ว ผู้ป่วยควรปรึกษาครอบครัว บุคคลที่ไว้วางใจ หรือผู้เชี่ยวชาญในสถานบำบัดอย่างเร่งด่วน เพราะนั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยปกป้องตัวผู้ป่วยเองจากสารเสพติดอีกครั้ง นอกจากนี้ การเข้าบำบัดซ้ำเพื่อทบทวนโปรแกรมการรักษาที่เหมาะสมยิ่งช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นคืนสู่สภาพปกติได้เร็วยิ่งขึ้น ทางภูฟ้าเรสท์โฮมยินดีเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวผู้ติดยาเสพติด และพร้อมที่จะนำผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตในสังคมของตนเองดังเดิมและดำเนินชีวิตใหม่อย่างปกติสุข โทร. 1522
*****************************************
ข้อมูลอ้างอิง
สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (2012). การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดแบบผู้ป่วยนอก ตามรูปแบบรู้คิดพฤติกรรมบำบัด. Retrieved on 7 November 2022 fromhttps://udo.moph.go.th/Net_Narcotic/Manual/4%20Relapse%20prevention...[1].pdf
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ (n.d.). ภาวะเสพติด Stage of change & relapse & MI. Retrieved on 16 November 2022 fromhttps://www.chiangmaihealth.go.th/cmpho_web/document/221011166546005120.pdf
Johnson J. (2022). Going back to rehab does not mean you failed.Retrieved on 7 November 2022 fromhttps://apn.com/resources/going-back-to-rehab-does-not-mean-you-failed/
Hardey S., Thomas S., Stein S., Kelly R., and Ackermann K. (2022). Addiction Relapse: Risk Factors, Coping & Treatment Options. Retrieved on 17 November 2022 fromhttps://americanaddictioncenters.org/treat-drug-relapse
Hartney E. (2020). 5 Triggers of Relapse and How to Avoid Them. Retrieved on 14 November 2022 from
https://www.verywellmind.com/why-did-i-relapse-21900
Harrison N. (2022). Understanding Relapse: Why It Happens and How to Prevent It. Retrieved on 14 November 2022 fromhttps://www.eleanorhealth.com/blog/understanding-relapse-why-it-happens-and-how-to-prevent-it
Cate T. (2022). Supporting Your Loved One During Relapse. Retrieved on 14 November 2022 fromhttps://transformationsbythegulf.com/supporting-your-loved-one-during-relapse/
National Institute on Drug Abuse (2020). Drugs, Brains, and Behavior: The Science of Addiction
Treatment and Recovery. Retrieved on 14 November 2022 from
https://nida.nih.gov/publications/drugs-brains-behavior-science-addiction/treatment-recovery
National Institute on Drug Abuse (2020). Teens Ask: “Is There a Cure for Addiction?”. Retrieved on 14 November 2022 fromhttps://nida.nih.gov/research-topics/parents-educators/conversation-starters/teens-ask-there-cure-addiction
Hardee J. (2017). Science Says: Addiction Is a Chronic Disease, Not a Moral Failing. Retrieved on 16 November 2022 fromhttps://healthblog.uofmhealth.org/brain-health/science-says-addiction-a-chronic-disease-not-a-moral-failing
Partnership to End Addiction (2022). Is Addiction a Disease?. Retrieved on 16 November 2022 fromhttps://drugfree.org/article/is-addiction-a-disease/
บทความที่คุณอาจสนใจ
การรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยหรือไม่? พยายามตักเตือนลูกให้เลิกยาเสพติด แต่กลับยิ่งถูกต่อต้าน หรือสถานการณ์แย่ลง นั่นเพราะจุดเร...
เตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยได้ยินหรือไม่? ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล ยาในกลุ่มยานอนหลับอีกหนึ่งตัวที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประส...
ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี
โพสต์เมื่อ 09 กุมภาพันธ์ 2569
เลิกยาเสพติดผิดวิธี อันตรายแต่ผลที่ตามมามากกว่าที่คิด ผู้ป่วยยาเสพติดแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่าง...