ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

CATEGORY / ARTICLE

แชร์

ยาขับปัสสาวะ ล้างสารเสพติดออกจากร่างได้จริงหรือ? - ภูฟ้าเรสท์โฮม

08 มกราคม 2567

หลากหลายความเชื่อในวิธีการล้างสารเสพติดและ “ยาขับปัสสาวะ” เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มักจะถูกค้นหาอยู่ไม่ใช่น้อย ยาขับปัสสาวะจะสามารถล้างสารเสพติดออกจากร่างกายได้จริงหรือไม่ มาร่วมไขข้อเท็จจริงไปพร้อมกับภูฟ้าในบทความนี้

 ยาขับปัสสาวะ ล้างสารเสพติดออกจากร่างได้จริงหรือ?

ยาขับปัสสาวะคืออะไร


ยาขับปัสสาวะ(Diuretics) เป็นยาที่ช่วยกระตุ้นการเพิ่มปริมาณการปัสสาวะ ในกรณีที่ต้องการขับน้ำ แร่ธาตุ โซเดียม หรือของเสียออกจากร่างกาย โดยตัวยาจะออกฤทธิ์ที่ไตโดยตรง ยับยั้งการดูดซึมกลับของน้ำและเกลือแร่จากท่อไต ส่งผลให้สารเหล่านั้นถูกขับออกไปทางปัสสาวะได้มากขึ้น ทั้งนี้ยาขับปัสสาวะแบ่งออกได้หลายกลุ่ม กลไกการออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับตัวยากลุ่มนั้นๆ


ยาขับปัสสาวะสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ อันได้แก่


1.กลุ่มไธอะไซด์ไดยูเรติก (Thiazide Diuretics)

เป็นยาขับปัสสาวะกลุ่มที่แพทย์มักจะใช้มากที่สุด โดยการทำงานของกลุ่มไธอะไซด์ไดยูเรติกจะเข้าไปยับยั้งการขนส่งโซเดียมเเละคลอไรด์ในหลอดไตส่วนปลายของหน่วยไต ทำให้ปริมาณของปัสสาวะเพิ่มขึ้น รวมถึงไปลดปริมาณของเหลวนอกเซลล์และพลาสมา ซึ่งส่งผลให้ลดการทำงานของหัวใจและช่วยลดความดันโลหิตได้


2.กลุ่มลูปไดยูเรติก (Loop Diuretics)

ตัวยากลุ่มลูปไดยูเรติกจะออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการขนส่งสารโซเดียม โพเเทสเซียม คลอไรด์ ที่อยู่ภายในไต โดยร่างกายจะดูดซับโพเเทสเซียม โซเดียม คลอไรด์น้อยลง สารเหล่านี้จึงถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ยากลุ่มนี้ยังสามารถช่วยในการลดการดูดซึมแคลเซียมและเเม็กนีเซียมของร่างกาย


3.กลุ่มโพแทสเซียม-สแปริ่งไดยูเรติก (Potassium-Sparing Diuretics)

ยาขับปัสสาวะกลุ่มนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะโพแทสเซียมต่ำหรือผู้ป่วยที่ใช้ยาที่อาจส่งผลให้โพเเทสเซียมในร่างกายต่ำ โดยตัวยากลุ่มนี้จะเข้าไปขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน(Aldosterone) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมสมดุลของแร่ธาตุ โซเดียมและโพเเทสเซียมในร่างกาย การขับปัสสาวะของยากลุ่มนี้นั้นจึงเป็นการลดปริมาณน้ำในร่างกายแต่ไม่ขับโพเเทสเซียมจากร่างกายออกไป


ในทางการเเพทย์มักจะใช้ยาขับปัสสาวะในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง อาการบวมที่เท้า ข้อเท้า เเละขาส่วนล่าง และบางครั้งถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคเบาจืด โรคถุงน้ำในรังไข่ โรคถุงนิ่วในไต โรคกระดูกพรุน รวมไปถึงรักษาภาวะหัวล้านลักษณะคล้ายเพศชายที่เกิดขึ้นในเพศหญิง เป็นต้น




ช่วยขับสารเสพติดได้จริงไหม?


คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
ได้ให้คำตอบว่า โดยปกติเเล้วร่างกายของคนมีการขับสารเสพติดออกได้เองโดยไม่ต้องอาศัยยาในการกระตุ้นอยู่แล้ว แต่การจะขับสารเสพติดออกได้เร็วหรือช้าเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าเป็น ชนิดของสารเสพติด ระยะเวลาที่เสพ ปริมาณการเสพ ความถี่ในการเสพ รวมถึงสภาพร่างกายของผู้เสพ โดยปกติเเล้วสารเสพติดจะอยู่ในร่างกายโดยเฉลี่ยประมาณ 3-4 วันขึ้นอยู่กับชนิดของยาและปริมาณที่เสพ การใช้ยาที่ไปกระตุ้นให้เกิดการปัสสาวะที่มากขึ้นก็สามารถทำให้สารเสพติดถูกขับออกมาได้เร็วขึ้น กล่าวคือไม่ต่างกันกับการดื่มน้ำในปริมาณมากๆ ในกรณีที่ไม่ได้หวังผลในการช่วยรักษาโรค อีกทั้งการใช้ยายังส่งผลเสียหรือผลข้างเคียงต่อร่างกาย


ถึงเเม้ร่างกายจะขับสารเสพติดในส่วนที่ขับออกได้ทางปัสสาวะตามกลไกของร่างกายเเล้วนั้น ในเชิงของการตรวจหาสารเสพติด สามารถตรวจพบในปัสสาวะได้โดยการวัดค่าสารเสพติดที่อยู่ในกระเเสเลือดที่กรองมาจากปัสสาวะโดยระยะเวลาที่จะทำการตรวจพบได้ขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่เสพ เช่น

  • แอมเฟตามีน เมตแอมเฟตามีน และโคเคน สามารถตรวจพบได้นาน 3 สัปดาห์หลังเสพ
  • Benzodiazepines (เบนโซไดอะซีปีน) สามารถตรวจพบได้นาน 1 เดือนหลังเสพ
  • กัญชา สามารถตรวจพบได้นานถึง 3 เดือนหลังเสพ

ทั้งนี้การใช้ยาขับปัสสาวะเป็นเพียงเเค่วิธีการที่ไปเร่งกลไกการกำจัดของเสียในร่างกายออกมาในรูปแบบปัสสาวะในปริมาณมากขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยในการบำบัดหรือรักษาอาการติดยาเสพติดแต่อย่างใด




มีข้อควรระวังอะไรบ้างในการใช้ ?


ในการใช้ยาขับปัสสาวะควรมีการปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ทุกครั้ง ถึงเเม้ว่าจะไม่ได้เป็นยาอันตรายเเต่การใช้
โดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ใช้มากเกินกว่าที่เเพทย์กำหนด หรือใช้ร่วมกับยาตัวอื่นโดยที่ไม่ปรึกษาเเพทย์ก่อนอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ค่อนข้างมาก โดยข้อจำกัดหรือข้อควรระวังในการใช้ มีดังต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยที่มีประวัติการเเพ้ซัลฟาควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง
  • ไม่ควรใช้ในสตรีมีครรภ์
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาขับปัสสาวะเพื่อรักษาปัญหาทางปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะติดขัด
  • ผู้สูงอายุ 65 ปี ขึ้นไปควรปรึกษาแพทย์หากจำเป็นต้องใช้
  • ผู้ที่มีโรคไต โรคตับ และโรคเก๊าท์ ควรหลีกเลี่ยงการใช้
  • ไม่ควรใช้ร่วมกับยาไซโคลสปอริน (Cyclosporin) ยารักษาภาวะซึมเศร้า ยาลิเทียม (Lithium) ยาไดจอกซิน (Digoxin) หรือยารักษาโรคความดันสูงชนิดอื่น เนื่องจากอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อกันได้
  • ผู้ที่มีประวัติการใช้ยาที่ส่งผลต่อการได้ยิน เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง ควรปรึกษาเเพทย์ก่อนใช้
  • ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ที่มีภาวะขาดน้ำบ่อยครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มเเอลกอฮอล์ในช่วงที่ใช้ยา
  • ผู้ป่วยที่ใช้ยาขับปัสสาวะไม่ควรหยุดใช้ยาเองโดยไม่ปรึกษาเเพทย์
  • ก่อนการผ่าตัดหรือการถอนฟัน หากมีการใช้ยาขับปัสสาวะอยู่ควรบอกแพทย์ก่อนเสมอ

การใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัย


ปริมาณที่ใช้นั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดและจุดประสงค์ของการใช้รักษาโรคนั้นๆ ทั้งนี้ยังมีปัจจัยภายในของผู้ป่วยที่ส่งผลต่อปริมาณยาที่ต้องใช้ เช่น อายุ สภาพร่างกาย ดังนั้นในการใช้ยาขับปัสสาวะจึงจำเป็นต้องใช้ปริมาณตามที่ระบุไว้หน้าฉลากยาหรือตามที่เเพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด


ในส่วนของการรับประทานยานั้น หากแพทย์กำหนดให้รับประทานยาเพียง 1 ครั้ง ควรจะรับประทานในช่วงเช้า เนื่องจากตัวยาจะส่งผลให้เกิดการปัสสาวะบ่อยๆ การรับประทานในช่วงกลางคืนหรือก่อนนอนอาจส่งผลกระทบต่อการนอนได้




ผลข้างเคียงจากการใช้ยาปัสสาวะ

ยาขับปัสสาวะ ล้างสารเสพติดออกจากร่างได้จริงหรือ? - ภูฟ้าเรสท์โฮม


หากได้รับยาขับปัสสาวะภายใต้การดูแลของเเพทย์โดยทั่วไปจะไม่ค่อยพบอาการข้างเคียง หรือหากพบจะมีอาการข้างเคียงที่ไม่รุนเเรงหรืออันตรายมากนัก อย่างเช่น

  • ปวดศีรษะ มึนงง
  • ปัสสาวะบ่อย
  • อาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนเเรง เป็นตะคริว หรือเกิดอาการกระหายน้ำเนื่องจากขาดโพแทสเซียม
  • ท้องเสีย
  • ในเพศชายอาจเกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
  • มีผื่นที่ผิวหนัง


ในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงหรือแพ้ยารุนเเรง อาจเกิดอาการดังนี้

  • ไตวาย
  • หัวใจเต้นผิดปกติ

หากพบว่าเกิดอาการดังกล่าว หรือเกิดความผิดปกติของร่างกายขณะใช้ยาให้เเจ้งหรือปรึกษาแพทย์โดยด่วน เพื่อให้แพทย์พิจารณาการเปลี่ยนยา และรักษาอาการผิดปกติได้ทันท่วงที




วิธีที่จะเลิกยาเสพติดให้หายขาดนั้นอาศัยหลายปัจจัยร่วมกันตั้งเเต่ที่ตัวบุคคลไปจนถึงสิ่งเเวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจของตัวบุคคล สังคมที่อยู่ กำลังใจจากคนรอบข้าง ทั้งในระหว่างทางของการเลิกยาเสพติดที่ผู้ป่วยอาจต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะความทรมานทั้งด้านร่างกายหรือจิตใจ เพียงท่านยื่นมือมาให้ภูฟ้าเรสท์โฮมช่วย เราพร้อมที่จะจับมือท่านไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างอบอุ่น


การบำบัดยาเสพติดของภูฟ้าเรสท์โฮมจะไม่ทำให้ผู้ป่วยต้องรู้สึกทรมานทั้งกายเเละใจ ไม่เพียงรักษาอาการติดยาเสพติด เรายังมีกิจกรรมผ่อนคลาย เเละพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตของผู้ป่วย เพื่อให้ในทุกวินาทีที่ผู้ป่วยอยู่ที่ภูฟ้าเต็มไปด้วยความสุข ความสบายใจ และกลับออกไปเป็นใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพในสังคมต่อไป โทร. 1522


สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนมารักษาที่ภูฟ้า

บทความที่คุณอาจสนใจ

รูปหน้าปกการรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด

การรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด

โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569

เคยหรือไม่? พยายามตักเตือนลูกให้เลิกยาเสพติด แต่กลับยิ่งถูกต่อต้าน หรือสถานการณ์แย่ลง นั่นเพราะจุดเร...

หน้าปกบทความเตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!

เตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!

โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569

เคยได้ยินหรือไม่? ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล ยาในกลุ่มยานอนหลับอีกหนึ่งตัวที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประส...

ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี

ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี

โพสต์เมื่อ 09 กุมภาพันธ์ 2569

เลิกยาเสพติดผิดวิธี อันตรายแต่ผลที่ตามมามากกว่าที่คิด ผู้ป่วยยาเสพติดแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่าง...