ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

CATEGORY / ARTICLE

แชร์

หยุด! พฤติกรรมการใช้ยาเสพติดหลายชนิด หนทางสู่หายนะที่คุณไม่รู้ตัว - ภูฟ้าเรสท์โฮม

06 สิงหาคม 2567

รู้หรือไม่ พฤติกรรมการใช้ยาเสพติดหลายชนิด ไม่ว่าจะพร้อมกันหรือเปลี่ยนชนิดบ่อยๆ ส่งผลอันตรายรุนแรงต่อทั้งร่างกายและจิตใจ บทความนี้จะทำให้คุณรับรู้ถึงอันตรายที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง

หยุด! พฤติกรรมการใช้ยาเสพติดหลายชนิด หนทางสู่หายนะที่คุณไม่รู้ตัว

พฤติกรรมการใช้ยาเสพติดหลายชนิดคืออะไร?

พฤติกรรมการใช้ยาเสพติดหลายชนิด (Polysubstance Abuse) หมายถึง การใช้ยาหรือสารเสพติดมากกว่าหนึ่งชนิดในครั้งเดียว หรือต่อเนื่องกันโดยบุคคลหนึ่ง การใช้ยาหรือสารเสพติดนั้นอาจรวมไปถึงแอลกอฮอล์หรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท เช่น ยาคลายเครียด เป็นต้น ซึ่งพฤติกรรมการใช้ยาเสพติดหลายชนิดแบบนี้นั้นก่อให้เกิดความเสี่ยงสูง เนื่องจากอาจเกิดการปฏิกิริยาระหว่างสารที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงและอันตรายมากขึ้น

โดยส่วนมากสาเหตุของการใช้ยาหรือสารเสพติดร่วมกันหลายชนิด มีดังนี้

1. ในผู้ที่เสพยาเสพติดนั้น ส่วนใหญ่การใช้ยาเสพติดหลายชนิดมักจะเกี่ยวข้องกับการใช้เพื่อความบันเทิง จากการศึกษาในประเทศโซนยุโรป พบว่ากลุ่มวัยรุ่นที่เที่ยวกลางคืนมักใช้สารเสพติดที่เรียกว่า “Club Drug” ซึ่งเป็นกลุ่มสารเสพติดที่นิยมใช้กันในงานปาร์ตี้ ไนท์คลับ หรืองานดนตรี ซึ่งในสารเสพติดนี้มีทั้งสารเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เช่น ยาอี, โคเคน, ยาเค, จีเอชบี(GHB) เป็นต้น สำหรับยากลุ่ม Club drug นั้นมีส่วนผสมของชนิดสารเสพติดที่หลากหลายและไม่แน่นอน ซึ่งในประเทศไทยส่วนใหญ่ที่พบ ได้แก่ ยาอี, ยาบ้า, ยาเค, โคเคน และยากล่อมประสาทบางชนิด เช่น Alprazolam, Nimetazepam เป็นต้น

2. เพื่อเป็นทางเลือกเมื่ออาจจะไม่สามารถหาสารเสพติดที่ต้องการใช้ได้ในตอนนั้น เช่น การใช้แอลกอฮอล์พร้อมกับกัญชาแทนเฮโรอีน

3. ใช้ยาหรือสารเสพติดเพิ่มในขณะที่เกิดอาการมึนเมาโดยไม่ได้พิจารณา

4. ต้องการลดการใช้ยาหรือสารเสพติดชนิดหนึ่ง จึงหันไปพึ่งยาหรือสารเสพติดอีกชนิด

5. ความต้องการเพิ่มหรือเสริมผลลัพธ์ที่ต้องการจากยาชนิดหนึ่ง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ขณะใช้สารเสพติด




สารเสพติดชนิดใดบ้างเมื่อใช้ร่วมกันแล้วเกิดอันตรายรุนแรง?

หากพูดถึงอันตรายจากการใช้ยาเสพติดหลายชนิดร่วมกัน จะมีความรุนแรงแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดยาเสพติดที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งยาเสพติดบางชนิดหากใช้ร่วมกันอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต ทั้งนี้การเกิดปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาหรือสารเสพติดเมื่อใช้ร่วมกัน มี 3 รูปแบบ ดังนี้

1. Additive effect

การใช้ยา 2 ชนิดที่ให้ผลลัพธ์คล้ายกัน เมื่อใช้ร่วมกันจะเกิดการเสริมฤทธิ์กัน เช่น Diazepam และ Chloral Hydrate ที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง หากใช้ร่วมกันอาจกดระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) มากเกินไป ส่งผลให้อวัยวะต่างๆถูกกดการทำงาน เช่น ซึม หายใจช้า วูบ หมดสติ อาจถึงขั้นหยุดหายใจและเสียชีวิต

2. Additive side effect

การใช้ยา 2 ชนิดที่ให้ผลลัพธ์คล้ายกัน เเต่เป็นการเสริมฤทธิ์ข้างเคียง เช่น การให้ยา Antihistamine ร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อลาย เช่น Cyclobenzaprine ซึ่งยาทั้งสองนั้นมีผลข้างเคียงให้เกิดอาการซึมหรือง่วงซึม (Drowsiness) เมื่อใช้ร่วมกันก็จะส่งผลให้อาการข้างเคียงอย่างการง่วงซึมนั้นมีมากขึ้น

3. Antagonistic effects

การใช้ยา 2 ชนิดร่วมกันแต่ยาทั้งสองให้ผลทางเภสัชวิทยาตรงข้ามกัน ส่งผลให้ลดฤทธิ์หรือต้านฤทธิ์ของกันและกัน เช่น การใช้แอลกอฮอล์ร่วมกับ ยาอี(MDMA) ยาอีนั้นไปทำให้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ลดลง เเต่การใช้ร่วมกันส่งผลเสียต่อการเรียนรู้และความทรงจำทั้งยังกระตุ้นอาการวิตกกังวล


สำหรับยาหรือสารเสพติดที่ผู้เสพมักจะใช้ร่วมกันที่พบได้บ่อย ได้แก่

ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการใช้ยาเสพติดอื่น

รูปภาพประกอบ

แอลกอฮอล์เป็นสารกดประสาทที่มีผลคล้ายกับยาเสพติดกดประสาทอื่น ๆ การผสมแอลกอฮอล์ร่วมกับการใช้ยาเสพติดอื่นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการใช้ยาเกินขนาด และอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสมอง หัวใจ และอวัยวะอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น

  • แอลกอฮอล์กับยาหรือสารเสพติดในกลุ่มโอปิออยด์(Alcohol and Opioids)

การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการใช้ยาหรือสารเสพติดประเภทโอปิออยด์ ไม่ว่าจะเป็น เฮโรอีน ฝิ่น หรือทรามาดอล ทั้งสองนั้นเป็นสารกดประสาทส่วนกลางซึ่ง แม้ใช้เพียงอย่างเดียวก็สามารถทำให้การทำงานของสมองบกพร่องและการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆช้าลง เมื่อใช้ร่วมกันจึงเสริมประสิทธิภาพของกันเเละกัน ส่งผลให้การออกฤทธิ์รุนแรงมากขึ้นเเละเพิ่มโอกาสที่จะเกิดอาการอันตรายจากการใช้ยาเกินขนาด

  • แอลกอฮอล์กับเบนโซไดอะซีปีนส์ (Alcohol and Benzodiazepines)

เบนโซไดอะซีปีนส์เป็นยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ในประสาทส่วนกลาง ในการแพทย์ใช้ในการรักษาอาการ นอนไม่หลับ คลายเครียดวิตกกังวล ซึ่งในกลุ่มผู้เสพยามักใช้ยาในกลุ่มนี้ร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ซึ่งแอลกอฮอล์จะเข้าไปเสริมฤทธิ์ของตัวยา ทำให้เสริมฤทธิ์ในการกดประสาท

  • แอลกอฮอล์กับโคเคน ยาบ้า และยาอี

เมื่อใช้ร่วมกันแอลกอฮอล์จะเข้าไปเสริมฤทธิ์ของสารเสพติดเหล่านี้ ทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุขมากขึ้นกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลเสียต่อสมองและเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

การใช้กัญชาร่วมกับสารเสพติดชนิดอื่น

รูปภาพประกอบ

การใช้กัญชากับยาเสพติดชนิดอื่นหรือแอลกอฮอล์ จะไปกระตุ้นให้อาการที่เกิดขึ้นจากการเสพยาเสพติดเพิ่มสูงขึ้น และอาจทำให้โอกาสเสี่ยงในการเกิดอาการทางจิตสูงขึ้น

Club drugs

รูปภาพประกอบ

แม้ว่า Club drugs จะมียาและสารเสพติดหลายชนิดอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ผู้เสพมักจะมีการใช้แอลกอฮอล์หรือกัญชาร่วมอีกด้วย ยิ่งส่งผลให้เกิดความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการจากการใช้ยาเกินขนาด และอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพ



อันตรายจากการใช้สารเสพติดหลายชนิด

รูปภาพประกอบ

1.อันตรายจากการผสมกันระหว่างสารกระตุ้นเเละสารกดประสาท

  • สารกระตุ้นประสาท(Stimulants) สามารถเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตในระดับที่ทำให้เกิดอันตรายได้
  • สารกดประสาท(Depressants) มีผลทำให้อัตราการหายใจช้าลง

เมื่อมีการใช้ยาหรือสารเสพติดที่ออกฤทธิ์แตกต่างกันในเวลาเดียวกันนั้น ส่งผลต่อการเกิดอันตรายรุนแรง

ผลกระทบการผสมระหว่างสารกดประสาทและสารกระตุ้น

  • ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ
  • การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและหลอดลมอักเสบ
  • การขาดน้ำ, อุณหภูมิในร่างกายสูงเกินไป(Overheating)
  • ไตล้มเหลว

2. อันตรายจากการผสมกันของสารกดประสาท

สารกดประสาทมีผลทำให้การทำงานของระบบประสาทส่วนกลางช้าลงและลดอัตราการหายใจ เมื่อใช้ยาหรือสารเสพติดที่มีสารกดประสาทตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป จะเกิดการกดประสาทรุนแรงขึ้น เเละส่งผลอันตราย ดังนี้

  • เกิดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บ
  • การคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจบกพร่อง
  • อาเจียน
  • หายใจผิดปกติหรือหายใจได้น้อย
  • หมดสติ
  • สูญเสียความทรงจำ
  • โคม่า ไปจนถึงเสียชีวิต

3. เกิดโรคเซโรโทนินซินโดรม(Serotonin syndrome)

เป็นอาการข้างเคียงจากการได้รับเซโรโทนินมากจนเกินไป ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ยาที่มีผลเพิ่มการทำงานของระบบเซโรโทนินพร้อมกันตั้งแต่สองตัวขึ้นไป ซึ่งสารเซโรโทนินนั้นเป็นสารในสมองที่เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก โดยส่วนใหญ่โรคนี้มักจะเกิดกับคนใช้ ยาอี, โคเคน และยาบ้า โดยอาการของโรคนี้มีตั้งเเต่ระดับไม่รุนแรงไปจนถึงอันตรายรุนเเรงที่สุดจากโรคนี้อาจถึงขั้นเสียชีวิต

ผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง เช่น :

  • เกิดความสับสนทางจิต
  • กระตือรือร้นมากผิดปกติ
  • มีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ

ผลข้างเคียงที่รุนแรงมากขึ้น เช่น :

  • มีไข้และเหงื่อออก
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อ
  • ชัก
  • เสียชีวิต

4. อันตรายจากการใช้ยาเกินขนาด (Overdose)

เมื่อใช้สารเสพติดหลายชนิดทำให้เกิดความเสี่ยงในการใช้ยาเกินขนาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากยาแต่ละชนิดอาจมีผลกระทบที่แตกต่างกันต่อร่างกาย การรวมกันของสารต่างๆ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น หยุดหายใจ, ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ หรือการช็อก

ที่ออสเตรเลียพบว่า ส่วนใหญ่ปัญหาใช้ยาเกินขนาดมักจะมาจากการใช้ยาหรือสารเสพติดหลายชนิด จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งออสเตรเลียพบว่า เกินกว่าครึ่ง (59%) ของกรณีที่เกิดปัญหาการใช้ยาเกินขนาดโดยไม่ได้ตั้งใจ พบว่ามีการใช้ยาหลายชนิดรวมกัน

ปัญหาใช้ยาเกินขนาดส่วนใหญ่จึงมักไม่ได้เกิดจากการใช้ยาหรือสารเสพติดเพียงชนิดเดียว และอัตราการเสียชีวิตจากการใช้ยาหรือสารเสพติดหลายชนิด ที่มีสารตั้งเเต่สี่ชนิดขึ้นไป ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แต่ทั้งนี้อันตรายจากการใช้ยาเสพติดหลายชนิดนั้นนอกจากจะขึ้นอยู่กับชนิดของยาเสพติดและปริมาณการใช้เเล้ว ยังขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของผู้ใช้อีกด้วย



มีวิธีการบำบัดรักษาผู้เสพยาเสพติดหลายชนิดอย่างไร

การบำบัดรักษายาเสพติดในผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมการใช้ยาเสพติดหลายชนิดมาอาจมียากและความซับซ้อนกว่าปกติขึ้นอยู่กับฤทธิ์ที่ผสมกันของสารเสพติดที่ใช้ เนื่องจากสารเสพติดแต่ละชนิดมีผลข้างเคียงต่อร่างกายและสุขภาพจิตที่แตกต่างกัน ในอาการถอนยาที่ผู้ป่วยจะเผชิญอาจทำให้เกิดผลกระทบที่อันตรายต่อร่างกายและจิตใจหากไม่ได้รับการบำบัดอย่างถูกต้อง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้วิธีที่เหมาะสมและได้รับการติดตามดูแลจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดในการบำบัดรักษา ในขั้นตอนแรกจึงต้องทำการประเมินทั้งสภาพร่างกายผู้ป่วยและสารเสพติดแต่ละประเภทที่ใช้ รวมถึงสาเหตุที่เริ่มต้นใช้ยาเสพติด อย่างถี่ถ้วนโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการประเมินอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยจะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการบำบัดรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรวมถึงจิตแพทย์ที่จะคอยช่วยเหลือในด้านสุขภาพจิตของผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยยาเสพติดที่ใช้ยาเสพติดหลายชนิดนั้นมักจะมีอาการทางจิตเวชมาก่อน เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ดังนั้นการบำบัดยาเสพติดจึงต้องควบคู่ไปกับการรักษาสุขภาพจิต เพื่อเป็นการรักษาจากพื้นฐานของปัญหา รวมถึงการให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้และเข้าใจถึงต้นตอและทางออกที่ดีของปัญหาที่ทำให้ผู้ป่วยเริ่มต้นใช้ยาเสพติด และให้ความรู้ถึงการรับมือกับอาการอยากยาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้ผู้ป่วยนั้นสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกลับมาพึ่งยาเสพติดอีก



ถึงแม้ว่าการรักษาผู้ป่วยยาเสพติดที่มีพฤติกรรมการใช้ยาเสพติดหลายชนิดจะเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อน มากกว่าปกติ แต่ด้วยประสบการณ์ของภูฟ้าเรสท์โฮมที่ได้ศึกษาพฤติกรรมผู้ป่วยยาเสพติดมากกว่า 10 ปี และมีประสบการณ์ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดที่ใช้ยาเสพติดหลายชนิดสำเร็จมาแล้วหลากหลายเคส เราจึงมีความเข้าใจผู้ป่วยยาเสพติดเป็นอย่างดี โปรแกรมฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดของภูฟ้าเรสท์โฮมไม่เพียงแต่รักษาอาการติดยาเสพติดให้หาย แต่ยังรวมไปถึงการมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี ปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ป่วย และยังแนะแนวทางการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่หันหลังกลับมาพึ่งยาเสพติดอีก เพราะเราเข้าใจดีว่า ทุกความผิดพลาด ต้องการโอกาส ปรึกษาผู้ชำนาญการเฉพาะด้านของเราเลยตอนนี้ โทร. 1522

หยุด! พฤติกรรมการใช้ยาเสพติดหลายชนิด หนทางสู่หายนะที่คุณไม่รู้ตัว - ภูฟ้าเรสท์โฮม
สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนมารักษาที่ภูฟ้าเรสท์โฮม

บทความที่คุณอาจสนใจ

ภาพหน้าปก ทำไมควรเลือกสถานบำบัดให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้ป่วย

ทำไมควรเลือกสถานบำบัดให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้ป่วย

โพสต์เมื่อ 28 เมษายน 2569

การเลือกสถานบำบัดยาเสพติดให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้ป่วยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ เพราะหากเลือกผิด...

รูปปก 5 ความเข้าใจผิดของผู้ปกครองทำให้ปัญหายาเสพติดในบ้านดิ่งลงเหว

5 ความเข้าใจผิดของผู้ปกครอง ทำให้ปัญหายาเสพติดในบ้านดิ่งลงเหว

โพสต์เมื่อ 28 เมษายน 2569

พ่อแม่หลายคนล้วนมีเจตนาที่ดีแต่รู้หรือไม่ว่าในบางการกระทำก็อาจทำให้ปัญหายาเสพติดของลูกแย่ลง รู้จัก 5...

รูปหน้าปกการรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด

การรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด

โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569

เคยหรือไม่? พยายามตักเตือนลูกให้เลิกยาเสพติด แต่กลับยิ่งถูกต่อต้าน หรือสถานการณ์แย่ลง นั่นเพราะจุดเร...