CBT คืออะไร? รู้จักการบำบัดความคิดและพฤติกรรมสำหรับผู้ติดยาเสพติด
31 พฤษภาคม 2565
CBT คือการบำบัดพฤติกรรมด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า CBT มีประสิทธิภาพในการใช้บำบัดอาการทางจิตเวช และใช้ในการแก้ไขปัญหาทางพฤติกรรม
ทำความรู้จัก การรักษาผู้ติดยาเสพติดด้วยกระบวนการ CBT คืออะไร?
CBT (Cognitive Behavioral Therapy) คือการบำบัดพฤติกรรม ความคิดในแง่ลบด้วยการปรับเปลี่ยนความคิด มีงานวิจัยที่ระบุและแสดงให้เห็นว่า CBT มีประสิทธิภาพในการใช้บำบัดอาการทางจิตเวช และใช้ในการแก้ไขปัญหาทางพฤติกรรม การควบคุมอารมณ์ ปัญหาความสัมพันธ์ที่เกิดจากความคิดและพฤติกรรมในแง่ลบ ฯลฯ
หลักการบำบัด CBT
ในการบำบัดด้วยหลักการของ CBT ผู้เข้าร่วมปฏิบัติ จะมองว่าความคิด อารมณ์ พฤติกรรม และร่างกายของเรานั้นเชื่อมโยงกันอยู่ตลอดเวลา เมื่อผู้ป่วยยาเสพติดมีความคิดเชิงลบ เช่น รู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลิกได้ หรือมองว่าตัวเองล้มเหลวไปแล้ว ความคิดเหล่านี้มักนำไปสู่ความรู้สึกท้อแท้และพฤติกรรมที่วนกลับไปพึ่งสารเสพติดซ้ำ แต่หากสามารถปรับมุมมองให้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้นได้ ก็จะส่งผลดีต่ออารมณ์และการกระทำตามไปด้วย
นักบำบัดจะไม่ตัดสินหรือบอกว่าผู้ป่วยต้องคิดอย่างไร แต่จะค่อยๆ ใช้คำถามชวนให้ผู้ป่วยสำรวจความคิดของตัวเอง มองเห็นจุดที่ความคิดอาจบิดเบือนไปจากความจริง แล้วค้นหาทางออกด้วยตัวเองทีละขั้น ผู้ป่วยจะได้ฝึกทั้งด้านความคิด เช่น การตั้งคำถามกับความเชื่อเดิมที่เคยยึดถือ และฝึกด้านพฤติกรรม เช่น การค่อยๆ เผชิญกับสถานการณ์เสี่ยงที่เคยหลีกเลี่ยงหรือกระตุ้นให้อยากกลับไปเสพซ้ำ เพื่อสร้างความคุ้นชินและลดการพึ่งพาสารเสพติดลงทีละน้อย
การประยุกต์ใช้ หลักการการบำบัด CBT
นอกจากการรักษาโรคทางจิตเวชและการจัดการอารมณ์พื้นฐานแล้ว หลักการของ CBT (การสำรวจอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมที่สัมพันธ์กัน) ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่หลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ ได้แก่:
1. การทำงานและการพัฒนาศักยภาพตนเอง (Work & Personal Growth)
ขจัดอาการ Burnout และความเครียดจากการทำงาน: ช่วยสแกน "ความคิดอัตโนมัติเชิงลบ" (Automatic Thoughts) เช่น "งานนี้ฉันต้องทำออกมาให้เพอร์เฟกต์ไม่งั้นฉันคือคนที่ล้มเหลว" แล้วปรับให้เป็นมุมมองที่ยืดหยุ่นและเป็นจริงมากขึ้น
แก้ปัญหาการผัดวันประกันพรุ่ง (Procrastination): ใช้เทคนิคการปรับพฤติกรรม (Behavioral Activation) โดยการย่อยงานใหญ่ออกเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อลดความกลัวและความวิตกกังวล จนเริ่มลงมือทำได้ง่ายขึ้น
เพิ่มความมั่นใจในการพูดหรือนำเสนอ (Public Speaking): แก้ไขความเชื่อที่บิดเบือนเกี่ยวกับการถูกตัดสินจากผู้อื่น และฝึกการเผชิญหน้ากับความกลัวแบบเป็นขั้นตอน (Exposure)
2. ความสัมพันธ์และการสื่อสาร (Relationships & Communication)
แก้ปัญหาความขัดแย้งในชีวิตคู่/ครอบครัว (CBT for Couples): ช่วยให้แต่ละฝ่ายเท่าทัน "การด่วนสรุป" (Jumping to Conclusions) หรือ "การอ่านใจคนอื่น" (Mind Reading) ซึ่งเป็นต้นเหตุของความเข้าใจผิด แล้วเปลี่ยนมาเป็นการสื่อสารตรงไปตรงมาตามจริง
การฝึกทักษะการยืนยันสิทธิ์อย่างเหมาะสม (Assertiveness Training): ช่วยให้คนที่เกรงใจคนอื่นจนตัวเองเดือดร้อน สามารถปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาดได้ โดยไม่รู้สึกผิดเกินจริง
3. สุขภาพกายและการปรับพฤติกรรม (Physical Health & Lifestyle)
โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง (CBT-I): ปัจจุบัน CBT-I ถือเป็น การรักษาหลัก (Gold Standard) สำหรับโรคนอนไม่หลับ โดยช่วยปรับความวิตกกังวลเกี่ยวกับการนอน และจัดระเบียบพฤติกรรมการนอนใหม่โดยไม่ต้องพึ่งยา
การคุมน้ำหนักและพฤติกรรมการกิน (Weight Management): ช่วยเท่าทันอารมณ์ที่นำไปสู่การกิน (Emotional Eating) และเปลี่ยนบทสนทนาในหัวเวลาที่รู้สึกอยากอาหาร
การจัดการอาการปวดเรื้อรัง (Chronic Pain Management): ถึงแม้ CBT จะไม่ได้หายปวดทางกาย แต่ช่วยลด "ความคิดตีไข่ใส่ไข่" (Catastrophizing) เช่น "ความปวดนี้จะทำลายชีวิตฉัน" ซึ่งช่วยลดระดับความทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้จริง
4. การก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤตและการเปลี่ยนแปลง (Life Transitions)
การรับมือกับความสูญเสียและการอกหัก: ช่วยประมวลผลความเศร้าอย่างเข้าใจ และปรับมุมมองต่ออนาคตในวันที่ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เช่น การหย่าร้าง การเกษียณ หรือการเปลี่ยนสายงาน
5. การฟื้นฟูผู้ติดสารเสพติด(Addiction & Recovery)
การจัดการกับความอยากและการป้องกันการเสพซ้ำ (Relapse Prevention): CBT ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับกระบวนการถอนพิษและการฟื้นฟูจิตใจ ช่วยให้ผู้ป่วยเท่าทัน "ตัวกระตุ้น" (Triggers) และ "ความคิดอัตโนมัติ" ที่นำไปสู่การเสพซ้ำ พร้อมสร้างทักษะการรับมือ (Coping Skills) เพื่อเอาชนะความอยากในชีวิตประจำวันได้อย่างยั่งยืน
CBT สามารถช่วยบำบัดผู้ป่วยที่ติดยาเสพติดได้อย่างไร?
ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่ทำให้บุคคลหนึ่งเข้าสู่วังวนของการติดสารเสพติด เกิดจากความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมทางแง่ลบ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เช่นการคิดว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่ได้รับการยอมรับ ทำให้เกิดความทุกข์ความเสียใจ จึงใช้ยาเสพติดในการแก้ปัญหา หรือการที่บุคคลนั้นเกิดความเครียดความกดดันในการทำงาน ไม่สามารถหาทางออกได้ จึงหันเหไปพึ่งยาเสพติด แทนการพยายามจัดการกับความเครียดหรือปล่อยวาง หรือปรับพฤติกรรมที่จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนมากกว่า แสดงให้เห็นว่าความคิดในแง่ลบเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้บุคคลเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือใช้ยาเสพติด
ซึ่ง CBT จะถูกนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนความคิดในแง่ลบ โดยจิตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินอาการของผู้ป่วยเพื่อวางแผนการรักษา เนื่องจากผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการติดยาเสพติดแต่ละคนจะมีระดับความรุนแรงทางด้านความคิดและพฤติกรรมที่แตกต่างกัน รวมถึงระยะเวลาที่ใช้สารเสพติด และประเภทของสารเสพติดที่ใช้ ซึ่งจะออกฤทธิ์แตกต่างกัน ในผู้ป่วยที่เข้ารับบำบัดอาการติดยาที่มีความคิดแง่ลบมากๆ หรือความคิดในแง่ลบนั้นเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองร่วมด้วย จิตแพทย์ของทางภูฟ้าเรสท์โฮมจะใช้ยาร่วมด้วย เพื่อปรับสารเคมีในสมองของผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดอาการติดยาให้เป็นปกติ จึงสรุปขั้นตอนการบำบัดอาการติดยาด้วย CBT ได้ว่า จะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนคือ
3 ขั้นตอนการบำบัดพฤติกรรมด้วยกระบวนการ CBT
1. ขั้นเริ่มต้น
ประเมินและวินิจฉัยความคิดและพฤติกรรมโดยแพทย์ เพื่อหาสาเหตุความทุกข์ ความคิดในแง่ลบ ปัญหาต่างๆที่ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการติดยาเสพติดเผชิญด้วยจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดที่เชี่ยวชาญ และผ่านการอบรมเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาตามแนวทางของ CBT อย่างถูกต้อง
2. ขั้นบำบัดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิด
ด้วยแนวทางที่ว่าความคิดทำให้เกิดพฤติกรรม หากผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดอาการติดยาคิดอย่างไรก็จะทำตามแนวทางของความคิดนั้น เช่นหากผู้ป่วยคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ก็จะไม่ทำสิ่งดีๆให้ใคร รวมถึงไม่ทำสิ่งดีๆเพื่อตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่สมควรได้รับสิ่งดีๆ ผู้ป่วยก็จะหันไปพึ่งยาเสพติดแทน เป็นกลไกของความคิดที่ทำให้เกิดพฤติกรรมในแง่ลบ และเป็นคำตอบที่หลายคนสงสัยว่า ทำไมบางคนรู้ว่ายาเสพติดไม่ดีแล้วยังเข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะเขาคิดว่าเขาไม่ดีพอที่จะได้รับสิ่งดีๆ จึงเลือกสิ่งไม่ดีให้กับตนเองแทน
3. ขั้นให้คำปรึกษากับครอบครัว
ครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของทุกคน และครอบครัวเองก็มีส่วนเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหายาเสพติดเช่นกันนอกจากปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดอาการติดยาแล้ว จำเป็นต้องบำบัดความคิดและพฤติกรรมของคนในครอบครัวด้วย เช่น พ่อแม่ที่เสพติดความสมบูรณ์แบบ จนทำให้ไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดของลูกได้ ลูกจึงเกิดความกดดัน เครียดกับการใช้ชีวิตการเรียน ทำให้เข้าสู่วงเวียนการเสพยาเสพติด หากไม่ปรับความคิดและพฤติกรรมของพ่อแม่ด้วย เมื่อลูกบำบัดอาการติดยาและออกจากสถานบำบัดอาการติดยาเสพติดแล้วกลับเข้าสู่ครอบครัวที่พ่อแม่ยังมีความคิดแบบเดิมๆ ก็จะเข้าสู่วังวนความเครียดและความกดดันจนนำพาไปสู่การหวนกลับไปเสพยาเสพติดอีกครั้งได้
ข้อดีของ CBT คือ เป็นการบำบัดความคิดและพฤติกรรมที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมได้ในระยะยาว เมื่อความคิดเปลี่ยน พฤติกรรมก็เปลี่ยน หากผู้ป่วยที่เข้ารักษาอาการติดยาเสพติดสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมและทำพฤติกรรมใหม่ซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นเป็นระยะเวลานานมากพอ ก็จะติดเป็นนิสัย จากคนที่เคยคิดลบมาตลอด ก็จะกลายเป็นคนคิดบวก มองเห็นสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับตนเอง มองเห็นโอกาส และมองเห็นความดีในตัวเอง รู้ว่าตนเองนั้นคู่ควรกับสิ่งดีๆ ก็จะคิดดีทำดี มีจิตใจที่เข้มแข็งพอที่จะปฏิเสธการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะรู้แล้วว่าตัวเองดีพอที่จะไม่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่ง CBT เป็นอีกหนึ่งกระบวนการบำบัดที่ภูฟ้าเรสท์โฮมใช้ในการบำบัดผู้เข้ารับการรักษาอาการติดยาเสพติดอย่างได้ผลแท้จริง ปรึกษาเพื่อเลิกยาเสพติด โทร. 1522
เรียบเรียงโดย
คุณภูผา ภูวดลอานนท์
กรรมการ บริษัท ภูฟ้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
ผู้ผ่านการรับรอง ICAP I (International Certified Addiction Professional) และ Universal Treatment Curriculum (UTC) Modules 1–8 ด้านการบำบัดรักษาผู้มีปัญหาการใช้สารเสพติด พร้อมผ่านการอบรม Cognitive Behavioral Therapy (CBT) จากสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์
ความรักของพ่อแม่คือแรงผลักดันที่ดีที่สุด ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟู
Tel 1522
LINE @phufaresthome
Email contact@phufaenterprise.com
คำถามที่พบบ่อย
CBT เหมาะกับใคร?
CBT คือการบำบัดที่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาทางจิตใจตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง ทั้งผู้ป่วยโรคซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค หรือปัญหาพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด รวมถึงคนทั่วไปที่ไม่ได้ป่วยแต่อยากฝึกทักษะจัดการอารมณ์และความคิดให้รับมือกับชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น
การบำบัดแบบ CBT คืออะไร? CBT ย่อมาจากอะไร?
CBT ย่อมาจาก Cognitive Behavior Therapy คือวิธีการทำจิตบำบัดที่เน้นการพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความคิด ความเชื่อ หรือการรับรู้ที่อาจบิดเบือนไปจากความเป็นจริงของตัวเอง โดยมีพื้นฐานความเชื่อว่าความคิด อารมณ์ พฤติกรรม และร่างกายเชื่อมโยงกันอยู่เสมอ
CBT-I รักษาอะไรได้บ้าง?
CBT-I หรือ Cognitive Behavioral Therapy for Insomnia เป็นการประยุกต์ใช้หลัก CBT เพื่อรักษาปัญหาการนอนไม่หลับโดยเฉพาะ ช่วยปรับความคิดและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนอน เช่น ความกังวลเรื่องการนอนไม่หลับ หรือพฤติกรรมที่ทำให้วงจรการนอนผิดปกติ เพื่อให้กลับมานอนหลับได้อย่างมีคุณภาพโดยไม่ต้องพึ่งยา
แหล่งอ้างอิง
บทความที่คุณอาจสนใจ
GHB คืออะไร ? "ความอันตรายที่ควบคุมไม่ได้ด้วยตัวเอง"
โพสต์เมื่อ 13 สิงหาคม 2569
GHB คือสารที่มีฤทธิ์กดประสาทรุนแรง การได้รับในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลต่อร่างกายหลายส่วน ทั้งมึ...
น้ำมันกัญชา คืออะไร สรรพคุณทางการแพทย์ และข้อควรระวังที่ต้องรู้
โพสต์เมื่อ 13 สิงหาคม 2569
การใช้งานน้ำมันกัญชาเพื่อการรักษาและบรรเทาโรคต่าง ๆ อย่างปลอดภัย ควรอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ถูก...
คาร์เฟนทานิล ยาอันตรายที่สุดในโลก สิ่งที่พ่อแม่ต้องรู้เพื่อช่วยลูก
โพสต์เมื่อ 13 สิงหาคม 2569
การเสพติดคาร์เฟนทานิลเป็นปัญหาที่อาจรุนแรงขึ้นหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะยังส่งผลต่อสุขภาพ...