วิเคราะห์สถานการณ์ “กัญชา” ที่อาจหวนคืนสู่ “ยาเสพติด” ประเภทที่ 5 อีกครั้ง - ภูฟ้าเรสท์โฮม
04 กันยายน 2567
บทความนี้จะพาทุกคนสำรวจสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับกัญชา ที่อาจทำให้กลับมาเป็นยาเสพติดอีกครั้ง ผ่านการเจาะลึกทั้งในแง่กฎหมาย สังคม และผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์กัญชาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ผลกระทบของกัญชาเสรีต่อสังคมและเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?
นับตั้งแต่ปี พ.ศ 2565 ที่ได้มีการเปิดใช้นโยบาย “กัญชาเสรี” จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 2 ปี เรามักจะได้ข่าวเกี่ยวกับการนำกัญชามาใช้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอยู่เสมอ ซึ่งส่งผลกระทบให้ การใช้กัญชาในการสันทนาการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
และพบว่ามีการใช้กัญชาในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อคลายเครียดหรือเพื่อความสนุกสนาน ซึ่งการนำกัญชาไปใช้เพื่อสันทนาการนั้นเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 10 เท่าตัว อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นคือการใช้กัญชาเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจในผู้ใช้หลายราย
ในส่วนของด้านเศรษฐกิจนั้น ดร. นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส นโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ ทีดีอาร์ไอ ได้ระบุว่า “ทีมวิจัยได้ประมาณการมูลค่าเศรษฐกิจทางตรงในส่วนของผลิตภัณฑ์จากธุรกิจที่จดทะเบียนพบว่า ธุรกิจที่จดทะเบียนมีรายได้รวมจากกัญชา 39 ล้านบาท ขาดทุนรวม 194 ล้านบาท ธุรกิจที่สามารถทำกำไรมีเพียงร้อยละ 25 และสามารถทำกำไรได้เฉลี่ยร้อยละ 37.6 แม้ผลิตภัณฑ์สินค้าจากกัญชาจะเป็นที่กล่าวถึงในตลาดสินค้าผู้บริโภค แต่เมื่อเวลาผ่านไปกระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์สินค้าจากกัญชาเริ่มลดลง”
เหตุผลใดที่ทำให้กัญชาอาจถูกควบคุมเป็นยาเสพติดอีกครั้ง?
ปัญหาที่กระทบต่อสุขภาพและสังคม แนวโน้มคนใช้กัญชาอายุน้อยลงเรื่อยๆ
โดยมีข้อมูลรายงานว่า จำนวนผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในรายเดือนที่มารับการรักษาด้วยอาการเป็นพิษจากกัญชา ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังปลดกัญชาเสรี และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คิดเป็น 6-7 เท่า
- ผู้ป่วยนอกที่มารับการรักษาด้วยอาการเป็นพิษจากกัญชา (cannabis poison) เพิ่มจาก 52 ราย/เดือน ในเดือนพ.ค. 2565 เป็น 342 ราย/เดือน ในเดือน ก.พ. 2566 คิดเป็นเพิ่มขึ้น 6.6 เท่าหลังปลดกัญชาเสรี
- จำนวนผู้ป่วยในรักษาด้วยอาการเดียวกันเพิ่มจาก 18 ราย/เดือน ในเดือน พ.ค. 2565 เป็น 132 ราย/เดือน ในเดือน ก.พ. 2566 คิดเป็นเพิ่มขึ้น 7.3 เท่าหลังปลดกัญชาเสรี
- ในส่วนของผู้ป่วยเสพติดกัญชา ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขต่อปี มีข้อมูลดังนี้
- จำนวนผู้ป่วยเสพติดกัญชา: เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา โดยจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้น 2-5 เท่า
- จำนวนผู้ป่วยที่มีอาการโรคจิตจากการใช้กัญชา: มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 3-5 เท่า
- จำนวนผู้ป่วยนอกที่รักษาอาการติดกัญชา: เพิ่มขึ้นจาก 16,643 ราย ในปี 2562 เป็น 32,634 รายในปี 2566 ซึ่งเพิ่มขึ้น 2 เท่า
- จำนวนผู้ป่วยในที่รักษาอาการติดกัญชา: เพิ่มขึ้นจาก 1,137 รายในปี 2562 เป็น 5,924 รายในปี 2566 หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่า
- ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยอาการโรคจิตจากการใช้กัญชา : ผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นจาก 6,585 ในปี 2562 เป็น 20,502 รายในปี 2566 (เพิ่มขึ้น 3 เท่า)ผู้ป่วยในเพิ่มจาก 742 รายในปี 2562 เป็น 3,989 รายในปี 2566 เพิ่มขึ้น 5 เท่า)
ธุรกิจกัญชาขาดทุนมากกว่าได้กำไร
ในด้านของเศรษฐกิจยังพบว่า กระเเสสินค้าจากกัญชานั้นเริ่มซาลง ธุรกิจเกี่ยวกับกัญชาที่จดทะเบียนส่วนใหญ่นั้นขาดทุนมากกว่าได้กำไร จากธุรกิจที่จดทะเบียนพบว่า ธุรกิจที่จดทะเบียนมีรายได้รวมจากกัญชา 39 ล้านบาท ขาดทุนรวม 194 ล้านบาท ธุรกิจที่สามารถทำกำไรมีเพียงร้อยละ 25 และสามารถทำกำไรได้เฉลี่ยร้อยละ 37.6
ช่องว่างทางกฎหมายที่ขาดการคุมเข้ม
กฎหมายยังมีช่องโหว่และขาดการคุมเข้ม จนทำให้เกิดการใช้กัญชาอย่างเสรีเกินกว่าที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นการปลูก การขาย หรือการบริโภค เช่น ปลูกในครัวเรือนแต่ลักลอบใช้ในเชิงพาณิชย์ การครอบครองและจำหน่ายได้โดยไม่มีการกำกับอย่างเข้มงวด
จากการที่คณะผู้วิจัยของ ทีดีอาร์ไอ วิเคราะห์สาเหตุข้างต้น พบว่ามีผลกระทบในเชิงลบมากกว่าเชิงบวก ในด้านสังคมพบผลกระทบเชิงลบโดยตรง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กและเยาวชน ในทางสุขภาพผลการวิจัยชี้ว่าเป็นไปในเชิงลบมากกว่าเนื่องจากสถิติผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น และในด้านของเศรษฐกิจในช่วงแรกนั้นให้ผลเชิงบวก แต่ในตลาดมีการเเข่งขันที่สูงขึ้น อาจทำให้เกิดสินค้าที่ไม่มีคุณภาพออกมามากขึ้น ในอนาคตอาจกลายเป็นผลเชิงลบ จึงทำให้เกิดข้อเสนอนโยบายและปรับแก้กฎหมายสำหรับกัญชาขึ้น
ร่าง พ.ร.บ เกี่ยวกับกัญชามีเเนวโน้มอย่างไร?
สำหรับกฎหมายกัญชาที่ยกร่างขึ้นมาใหม่นั้นจะปรับจากพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักที่ให้ใช้กัญชาเพื่อทางการแพทย์และสุขภาพเพื่อจะเข้าไปแก้ไขช่องว่างในการนำกัญชาไปใช้ผิดประเภท เดิมทีมีการกำหนดว่าสารสกัดที่มี THC มากกว่า 0.2% จัดเป็นยาเสพติด แต่ส่วนอื่นๆไม่จัดว่าเป็นยาเสพติด จึงมีการออกกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้นำส่วนอื่นๆของกัญชาไปใช้ด้วยวิธีการใดๆ เป้าหมายของการยกร่างกฎหมายนี้คือ “ห้ามใช้เพื่อสันทนาการ” และคาดว่าจะถูกนำมาใช้ภายในสิ้นปี 2567
โดยในบทความนี้ภูฟ้าเรสท์โฮมจะสรุปสาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ กัญชา กัญชง ฉบับใหม่ไว้ ดังต่อไปนี้
การขออนุญาตและการอนุญาต
ผู้ประสงค์จะเพาะปลูกกัญชาหรือกัญชงในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็น ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือจำหน่าย กัญชา กัญชง หรือสารสกัด เพื่อทางการแพทย์และสุขภาพ หรือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดโดยต้องไม่กีดกันหรือผูกขาดทางการค้า
ใบอนุญาตสำหรับเพาะปลูกกัญชา กัญชง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
- พื้นที่ขนาดเล็ก ไม่เกิน 5 ไร่
- พื้นที่ขนาดกลาง เกิน 5 ไร่ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 20 ไร่
- พื้นที่ขนาดใหญ่ เกิน 20 ไร่ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 400 ไร่
คุณสมบัติของผู้ขออนุญาตสำหรับบุคคลทั่วไป
- สัญชาติไทย
- อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี
- มีถิ่นอยู่ในราชอาณาจักร
- ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด
คุณสมบัติของผู้ขออนุญาตสำหรับนิติบุคคล
- สัญชาติไทย
- มีสำนักงานตั้งอยู่ในไทย
- ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด
- ตัวแทนหรือผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลดังกล่าวต้องมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาเช่นเดียวกัน
สำหรับใบอนุญาตนั้นจะมีอายุ 3 ปี สามารถยื่นคำขอต่ออายุได้ก่อนวันที่ใบอนุญาตจะหมดอายุ
อัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาต
- ใบอนุญาตเพาะปลูกกัญชาหรือกัญชง ฉบับละ 50,000 บาท
- ใบอนุญาตผลิตกัญชา กัญชง หรือสารสกัด ฉบับละ 50,000 บาท
- ใบอนุญาตนำเข้ากัญชา กัญชง หรือสารสกัด ฉบับละ 100,000 บาท
- ใบอนุญาตส่งออกกัญชา กัญชง หรือสารสกัด ฉบับละ 10,000 บาท
- ใบอนุญาตนำเข้าเฉพาะคราว กัญชา กัญชง หรือสารสกัด ฉบับละ 20,000 บาท
- ใบอนุญาตส่งออกเฉพาะคราว กัญชา กัญชง หรือสารสกัด ฉบับละ 2,000 บาท
- ใบอนุญาตจำหน่ายกัญชา กัญชง หรือสารสกัด ฉบับละ 5,000 บาท
- การต่ออายุใบอนุญาต ครั้งละเท่ากับค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนั้น
หน้าที่ของผู้รับอนุญาต
- สำหรับสถานที่เพาะปลูก ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือจำหน่าย กรณีใดก็ตาม ต้องมีมาตราการรักษาความปลอดภัยจากบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง
- จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ตามที่ได้ใบอนุญาต และรายงานต่อผู้อนุญาตทุก 3 เดือน
หากพบว่าผู้รับอนุญาตไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เจ้าหน้าที่จะมีสิทธิ์พิจารณาสั่งพัก หรือเพิกถอนการใช้ใบอนุญาต ไปจนถึงสั่งเลิกกิจการ
การโฆษณา
- ห้ามผู้ใดโฆษณาหรือทำการสื่อสารการตลาดเกี่ยวกับช่อดอกหรือยางของกัญชา กัญชง หรือ สารสกัด หรือ เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสูบกัญชา
- ไม่ใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมส่วนรวม เช่น ข้อความเท็จ ข้อความโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงว่า สามารถบำบัดรักษา บรรเทา หรือป้องกันโรคได้เกินกว่าความจริง หรือใช้ถ้อยคำอื่นใดที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน เป็นต้น
การคุ้มครองบุคคลซึ่งอาจได้รับอันตรายจากการบริโภคกัญชา กัญชง หรือสารสกัดและการป้องกันการใช้กัญชา กัญชง หรือสารสกัดในทางที่ผิด
- ห้ามขายกัญชา กัญชง สารสกัดหรืออาหารที่มีส่วนประกอบหรือสกัดกัญชา กัญชง ให้แก่ผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี, สตรีมีครรภ์ หรือให้นมบุตร และบุคคลอื่นตามรัฐมนตรีประกาศกำหนด
- ห้ามขายกัญชา กัญชง หรือสารสกัดเพื่อการสันทนาการ ไม่ว่าจะด้วยวิธีขายแบบออนไลน์ เร่ขาย หรือผ่านเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ เป็นต้น
- ห้ามขายกัญชาตามสถานที่สาธารณะ เช่น วัด โรงเรียน สวนสาธารณะ สวนสนุก สวนสัตว์ เป็นต้น
- ห้ามขับขี่ยานพาหนะขณะมึนเมากัญชา
- ห้ามผู้ใดสูบกัญชา กัญชง ในพื้นที่สาธารณะ
บทกำหนดโทษ
- ปลูกกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับ 20,000-300,000 บาท
- หากพบว่ามีการขายหรือโฆษณาเพื่อสันทนาการ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ
- หากนำกัญชาไปใช้เพื่อสันทนาการ มีโทษปรับไม่เกิน 60,000 บาท
อุตสาหกรรมใดบ้างที่ได้รับผลกระทบหากกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด?
สำหรับอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบมากหากกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดอีกครั้ง เห็นจะเป็นผู้ประกอบการเกี่ยวกับ “ร้านขายกัญชาและขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกัญชา” เนื่องจากการเปิดร้านและซื้อขายเช่นนี้จะกลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในอนาคต ร้านจำหน่ายกัญชาที่ผิดกฎหมายจะถูกกวาดล้าง ส่วนร้านที่มีใบอนุญาตจะสามารถดำเนินการต่อได้จนครบกำหนด หลังจากนั้นหากจะต่ออายุใบอนุญาตจะต้องเปลี่ยน “คลินิกกัญชา” ภายใต้กฎข้อบังคับใหม่
ในส่วนของ ผู้ปลูกและฟาร์มกัญชานั้น สามารถดำเนินการต่อได้หากมีใบอนุญาตและปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนด เช่น ส่งออกเพื่อทางการแพทย์
สำหรับกฎหมายฉบับนี้นั้นไม่ส่งผลกระทบในการใช้ในด้านการแพทย์ เนื่องจากสามารถนำไปใช้ในด้านการแพทย์หรือสุขภาพได้แต่ต้องได้รับการควบคุมตั้งเเต่การผลิต นำเข้า ส่งออก และแปรรูป ในทุกขั้นตอนต้องได้รับการอนุญาต
การกระทำผิดกฎหมายหรือเกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายกำหนดย่อมส่งผลกระทบทางลบไม่ว่าจะต่อตนเองหรือต่อสังคม ถึงแม้ว่าปัจจุบันร่าง พ.ร.บ กัญชา กัญชงที่ถูกยกขึ้นมาใหม่จะยังไม่ถูกนำมาใช้ แต่เพื่อความปลอดภัยแล้วก็ไม่ควรใช้กัญชาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือในทางที่ผิดเนื่องจากอาจกลายเป็นการเสพติดกัญชาในที่สุด
หากมีการเสพติดกัญชาไปแล้วนั้น ผู้เสพควรได้รับการบำบัดโดยเร็วเพื่อไม่ให้อาการเสพติดหนักขึ้นจนเกิดอันตรายร้ายแรงต่อตนเอง สามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์และผู้ชำนาญการด้านการเลิกยาเสพติดของภูฟ้าเรสท์โฮม ได้ที่ โทร. 1522
บทความที่คุณอาจสนใจ
การรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยหรือไม่? พยายามตักเตือนลูกให้เลิกยาเสพติด แต่กลับยิ่งถูกต่อต้าน หรือสถานการณ์แย่ลง นั่นเพราะจุดเร...
เตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยได้ยินหรือไม่? ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล ยาในกลุ่มยานอนหลับอีกหนึ่งตัวที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประส...
ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี
โพสต์เมื่อ 09 กุมภาพันธ์ 2569
เลิกยาเสพติดผิดวิธี อันตรายแต่ผลที่ตามมามากกว่าที่คิด ผู้ป่วยยาเสพติดแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่าง...