ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

CATEGORY / ARTICLE

แชร์

เช็ค 7 สัญญาณที่บอกว่า การดูแลผู้ติดยาในครอบครัวอาจเริ่มเกินกำลังคุณ

29 พฤษภาคม 2569

เมื่อคนในครอบครัวติดยาเสพติด คุณยังรับมือไหวอยู่ไหม? เช็ก 7 สัญญาณที่บอกว่าการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดในบ้านเริ่มเกินกำลัง พร้อมแนวทางที่ควรทำก่อนทุกอย่างพังพร้อมกัน

เช็ค 7 สัญญาณที่บอกว่า การดูแลผู้ติดยาในครอบครัวอาจเริ่มเกินกำลังคุณ

เมื่อมีคนในครอบครัวติดยาเสพติดนั้นไม่ใช่แค่ปัญหาของคนคนหนึ่ง แต่คือสิ่งที่ทุกคนในบ้านได้รับผลกระทบ ครอบครัวส่วนใหญ่เเน่นอนว่าย่อมมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือ แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกกัดกร่อนพลังชีวิตและสุขภาพจิตไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว

การที่ต้องดูแลผู้ป่วยยาเสพติดด้วยตนเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และสิ่งที่ครอบครัวหรือผู้ดูแลผู้ป่วยยาเสพติดต้องเผชิญส่วนใหญ่คือปัญหาทางด้านสภาวะจิตใจ เช่น ภาวะ Burnout ความเครียดสะสม สภาพจิตใจอ่อนเเอ เป็นต้น

แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในจุดนั้น เพราะมันเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปจนไม่ทันได้สังเกตตนเอง


7 สัญญาณที่บอกว่าคุณเริ่มรับมือกับผู้ป่วยยาเสพติดในครอบครัวไม่ไหว


1. ผู้ติดยาเสพติดเริ่มควบคุมพฤติกรรมตัวเองไม่ได้หรือไม่?

หากคนในบ้านพยายามช่วยเหลือทุกวิธีที่ตนสามารถทำได้ แต่ผู้ป่วยยังไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเป็นสัญญาณว่าปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่
นั้นเกินกว่าที่จะรับมือไหว และจำเป็นต้องได้รับการเข้าช่วยเหลือจากผู้ชำนาญการทางด้านบำบัดยาเสพติด เนื่องจากการที่ผู้ดูแลหรือคนในครอบครัวยิ่งเห็นผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมตัวเองไม่ได้มากเท่าไร ครอบครัวก็ยิ่งรู้สึกหมดแรงมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้ดูแลอาจมีความโกรธ ความรู้สึกผิด และความกังวลที่ไม่หยุด

2. คนในครอบครัวเริ่มใช้ชีวิตด้วยความเครียดหรือความกังวลตลอดเวลาหรือไม่?

ถ้าคนในครอบครัวตื่นมาแล้วความคิดแรกคือ "วันนี้เขาจะเป็นยังไง" หรือนอนไม่หลับเพราะกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นตอนกลางคืน หรือไม่สามารถโฟกัสกับงาน ครอบครัว หรือตัวเองได้เลยเพราะความกังวลนั้นติดตามทุกที่ นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่ากำลังรับมือกับสิ่งนี้ไม่ไหว

งานวิจัยจากJPTCP เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่าผู้ดูแลผู้ป่วยยาเสพติดมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความผิดปกติทางสุขภาพจิต ทั้งความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า โดยเฉพาะเมื่อเผชิญหน้ากับกระบวนการทางกฎหมายหรือพฤติกรรมที่ก่อความเสียหายของผู้ป่วย และความเครียดสะสมที่ไม่ได้รับการจัดการอาจนำไปสู่ภาวะ Burnout ที่ทำให้ผู้ดูแลไม่สามารถช่วยเหลือใครได้อีก สุดท้ายสิ่งเหล่านี้ก็ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ดูแลและผู้ป่วย

3. การพูดคุยภายในบ้านเริ่มกลายเป็นการทะเลาะหรือไม่?

เมื่อบ้านที่เคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ทุกบทสนทนามีโอกาสจบลงด้วยการโต้เถียง และสมาชิกในครอบครัวต้องคอยระวังคำพูดของตนเองอยู่ตลอด นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าปัญหาการใช้สารเสพติดกำลังส่งผลต่อความสัมพันธ์ภายในบ้านอย่างรุนแรง

เนื่องจากสารเสพติดสามารถรบกวนการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ การยับยั้งชั่งใจ และการตัดสินใจ ผู้ป่วยจึงอาจแสดงพฤติกรรมที่หุนหันพลันแล่น ก้าวร้าว หรืออารมณ์แปรปรวนมากกว่าปกติ เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ บรรยากาศภายในบ้านมักค่อย ๆ เปลี่ยนจากความเข้าใจเป็นความระแวง จากการพูดคุยเป็นการหลีกเลี่ยง และจากความใกล้ชิดเป็นความขัดแย้งที่สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนส่งผลกระทบไม่เพียงต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับครอบครัว แต่ยังลุกลามไปถึงความสัมพันธ์ของสมาชิกคนอื่น ๆ ภายในบ้านด้วย

4. ครอบครัวเริ่มปกปิดหรือแก้ปัญหาแทนผู้ป่วยอยู่ตลอดเวลา

ถ้าพบว่าคนในครอบครัวต้องโกหกเพื่อปกป้องผู้เสพ จ่ายหนี้ที่เขาก่อ แก้ตัวให้กับพฤติกรรมของเขา หรือทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เขาต้องเผชิญกับผลลัพธ์ของการกระทำของตัวเอง การช่วยเหลือที่แม้จะเกิดจากความหวังดี แต่สิ่งนี้นี่เองที่กลับทำให้ปัญหาดำเนินต่อไปโดยไม่รู้ตัว

หลายครั้งครอบครัวเลือกทำเช่นนี้เพราะต้องการปกป้องคนที่รัก แต่เมื่อ
เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ผู้ป่วยอาจไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้และรับผิดชอบต่อผลของการกระทำตนเอง ขณะที่คนในครอบครัวกลับต้องแบกรับภาระทั้งด้านอารมณ์ การเงิน และความเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ

5. เริ่มกระทบความปลอดภัยของคนในบ้านหรือไม่?

รูปภาพประกอบ

นี่คือสัญญาณที่ถือว่าครอบครัวรับมือเองไม่ไหวอีกต่อไป และไม่ควรรอให้สถานการณ์แย่ลงก่อน ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางกาย การพูดจาข่มขู่ การทำลายทรัพย์สิน

งานวิจัยในหัวข้อ Family Members of Adults with Substance Abuse Problems จากAPA พบว่าครอบครัวของผู้ติดสารเสพติดมีอัตราความรุนแรงในบ้านที่สูงกว่าครอบครัวทั่วไป และผลกระทบนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ แต่ลามไปถึงเด็กที่อยู่ในบ้านด้วย เมื่อความปลอดภัยในบ้านเริ่มหายไป นั่นไม่ใช่แค่สัญญาณว่าเกินกำลังแล้ว แต่คือสัญญาณว่าต้องรีบความช่วยเหลือจากผู้ชำนาญการทันที

6. คนในครอบครัวเริ่มรู้สึกหมดหวังหรือเหนื่อยล้าหรือไม่?

ความรู้สึกหมดหวังที่ว่า "ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่มีวันดีขึ้น" หรือความเหนื่อยล้าที่แม้นอนพักผ่อนเท่าไรก็ไม่หาย หรือการสูญเสียความสุขกับสิ่งที่เคยทำให้มีความสุขได้ เหล่านี้คือสัญญาณของ Caregiver Burnout ที่งานวิจัยระบุว่าพบบ่อยมากในครอบครัวของผู้ป่วยยาเสพติด

สมาชิกในครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยยาเสพติดมักประสบกับความรู้สึกหมดหวัง ความโกรธ และความเศร้า และหากปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านี้สะสมโดยไม่ได้รับการดูแล ผู้ดูแลเองก็จะไม่สามารถดูแลผู้ป่วยยาเสพติดได้ รวมถึงดูแลสภาพจิตใจของตัวเองได้ยากลำบากเช่นกัน

ความเหนื่อยล้าของคุณไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือสัญญาณว่าคุณกำลังแบกรับมากเกินไปคนเดียว

7. การใช้ชีวิตประจำวันของครอบครัวเริ่มได้รับผลกระทบหรือไม่?

เมื่อการมีผู้ป่วยยาเสพติดอยู่ในบ้านเริ่มทำให้สมาชิกในบ้านเริ่มไม่กล้าใช้ชีวิตอย่างปกติ ไม่กล้าไปทำงานหรือทำกิจกรรมที่รัก เพราะกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่อยู่บ้าน หรือทุกคนในบ้านต้องปรับตารางชีวิตทั้งหมดเพื่อรองรับการใช้ชีวิตผู้ป่วย นั่นหมายความว่าปัญหายาเสพติดได้กลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตทุกคนในบ้านจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติอีกต่อไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบทำให้เกิดความผิดปกติในการปรับตัวเข้ากับสังคม ทั้งยังทำลายความรักใครกลมเกลียวของครอบครัว นั่นก็เป็นสัญญาณว่าสิ่งนี้เกินกว่าสิ่งที่คนในครอบครัวจะจัดการได้



ควรทำอย่างไรหากรู้สึกว่าเริ่มรับมือไม่ไหว?

หากพบว่าตัวเองหรือคนในบ้านกำลังเผชิญกับสัญญาณใดสัญญาณหนึ่งในข้างต้นที่เรากล่าวมา สิ่งแรกที่อยากให้คิดคือ คุณไม่ได้ล้มเหลวในการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดแต่อย่างใด

การยอมรับว่าสถานการณ์นี้เกินกำลังของตัวเองคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด เพราะการพยายามแก้ปัญหาการติดยาเสพติดในครอบครัวโดยที่ไม่ได้รับคำปรึกษาหรือคำแนะนำที่ถูกต้อง มักทำให้สถานการณ์แย่ลงทั้งสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว

สิ่งที่ควรทำเมื่อถึงจุดที่รู้สึกว่าเกินกว่าจะรับมือไหวคือ เริ่มจากการขอรับคำปรึกษาจากผู้ชำนาญการด้านการบำบัดยาเสพติด การเข้ารับการปรึกษาผู้

ที่มีประสบการณ์เฉพาะด้านไม่ใช่แค่เพื่อผู้ป่วยแต่เป็นการทำเพื่อครอบครัวด้วย ผู้ชำนาญการเฉพาะด้านการเลิกยาเสพติดสามารถช่วยประเมินสถานการณ์ วางแผนแนวทางการช่วยเหลือที่เหมาะสม และให้คำแนะนำสำหรับทั้งผู้ป่วยและครอบครัวในการรับมือกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพได้

การขอความช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงขีดจำกัดสุดท้ายที่ทนไหว การให้ผู้ป่วยยาเสพติดได้รับการดูแลที่ถูกต้องตั้งเเต่เนิ่นๆ แปลว่าคุณกำลังเลือกเส้นทางที่มีโอกาสสำเร็จมากกว่าการแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว ปรึกษาผู้ชำนาญการของภูฟ้าเรสท์โฮม โทร 1522


สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนมารักษา

บทความที่คุณอาจสนใจ

ข้อเสียของกัญชา

โทษของกัญชาต่ออนาคตบุตรหลาน และความเสี่ยงที่ครอบครัวควรรู้

โพสต์เมื่อ 08 ตุลาคม 2569

ข้อเสียของกัญชา มีอะไรบ้าง? ทำความเข้าใจผลกระทบของกัญชาต่อร่างกายและจิตใจ พร้อมรู้เท่าทันความเสี่ยงจ...

โอปิออยด์

โอปิออยด์ คืออะไร (Opioid)? ประเภท และอันตรายที่ครอบครัวควรรู้

โพสต์เมื่อ 08 ตุลาคม 2569

โอปิออยด์เป็นยาที่มีทั้งคุณและโทษ หากใช้ผิดวิธีหรือใช้เกินขนาด ก็สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ แล...

อาการเมากัญชา

สัญญาณที่ครอบครัวต้องรู้ อาการเมากัญชา สังเกตยังไง? วิธีรักษา

โพสต์เมื่อ 08 ตุลาคม 2569

เมื่อลูกมีท่าทางแปลกไป พูดช้าลง ตาแดง หรือหัวเราะกับเรื่องที่ไม่ได้ตลก นี่อาจไม่ใช่แค่เหนื่อยหรือนอน...