3 วิธีเลิกใช้ยาเสพติดอย่างปลอดภัย พร้อมคำแนะนำอย่างละเอียด - ภูฟ้าเรสท์โฮม
11 ตุลาคม 2566
วิธีเลิกยาเสพติดอย่างปลอดภัยที่คนอยากหยุดใช้ยาต้องรู้ รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย ช่วยคนที่คุณรัก เปลี่ยนตัวเองได้อย่างเห็นผล
วิธีเลิกยาเสพติดแบบถาวรอย่างปลอดภัย ได้ผลจริง
ในโลกที่สารเสพติดหรือยาเสพติดถูกแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง ทำให้มีผู้เสพสารเหล่านั้นเพิ่มมากขึ้น การเลิกยาเสพติดนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ ถ้าหากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังมองหาวิธีเลิกยาเสพติดอย่างปลอดภัย ภูฟ้าเรสท์โฮมอยากบอกว่าคุณเลือกเดินทางที่ถูกต้องแล้ว ในบทความนี้ เราจะพูดถึงวิธีเลิกยาเสพติดอย่างปลอดภัย การพักฟื้น และสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างการเลิกยา พร้อมกับข้อมูลที่จำเป็น
เข้าใจผลกระทบจากการใช้สารเสพติด
เมื่อมีการใช้สารเสพติดเป็นประจำ ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เพียงต่อผู้เสพ แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้คนและสังคมรอบข้าง ก่อนที่เราจะไปดูวิธีเลิกยาเสพติด เราอยากให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของการใช้สารเสพติดกันก่อน เพื่อจะได้เข้าใจว่าทำไมการเลิกยาเสพติดจึงเป็นเรื่องที่ยากมากกว่าที่คิด
สารเสพติดที่นำไปสู่การเสพติดขั้นรุนแรง
พูดถึงยาเสพติด หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงยาบ้า หรือสารอื่น ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าการเสพติดนั้นสามารถเริ่มขึ้นได้จากสารใกล้ตัว เช่น
- โอปิออยด์ (Opioid) หรือยาระงับอาการปวดต่าง ๆ ที่ออกฤทธิ์เหมือนเฮโรอีน
- สารกระตุ้นประสาท (Stimulants) เช่นโคเคน ที่ทำให้ผู้ใช้สารมีความกระตือรือร้นและมีพลังงานมากขึ้น
- สารกดประสาท (Depressants): เป็นสารที่รวมไปถึงแอลกอฮอล์และยาต้านเศร้าที่ถูกจ่ายโดยแพทย์ด้วยเช่นกัน
- กัญชา (Cannabis): หนึ่งในสารที่ก่อให้เกิดการเสพติดอย่างรุนแรงได้ในบางคน
- สารหลอนประสาท (Hallucinogens): LSD หรือ MDMA ก็สามารถทำให้เกิดการเสพติดได้เช่นกัน
ผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจเมื่อใช้สารเสพติด
หลังจากเริ่มใช้สารเสพติดเป็นประจำจนเกิดความคุ้นชินแล้ว ผลกระทบต่อผู้เสพจะแสดงออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นร่างกายที่ทรุดโทรมลง ปัญหาด้านสุขภาพและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น จนถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจอีกด้วย
- ในผู้ที่เสพติดสารประเภทโอปิออยด์หรือสารระงับอาการปวด จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันและระบบทางเดินหายใจทำงานได้แย่ลง
- สำหรับสารกระตุ้นประสาท มักทำให้เกิดปัญหาระบบหัวใจ ความดันเลือดและน้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง
- อารมณ์แปรปรวนผิดปกติ มีความก้าวร้าวมากขึ้นแม้กระทั่งกับคนใกล้ตัว
- ความจำแย่ลง การเรียนรู้ช้าลง ในผู้เสพบางคนอาจถึงขั้นไม่สามารถไปเรียนหรือไปทำงานได้
- ผู้เสพอาจแยกตัวอยู่คนเดียวบ่อยขึ้น ไม่ค่อยสุงสิงกับคนอื่นเหมือนอย่างเคย
- ขาดความรับผิดชอบ ไม่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาอื่น ๆ อีกมากมายในกลุ่มผู้เสพติด
จากข้อมูลเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าสารเสพติดส่งผลกระทบมากมายต่อผู้เสพ ดังนั้นการเลิกยาจึงเป็นเรื่องที่มีความท้าทายหลายด้าน เพราะนอกจากจะต้องทำให้ร่างกายคุ้นชินกับการไม่ได้รับสารเสพติดแล้ว ก็ต้องทำการบำบัดด้านจิตใจเพิ่มเติมอีกด้วย
การเลิกยาเสพติดวิธีที่ 1: การล้างพิษ (Detoxification)
การล้างพิษหรือที่หลายคนคุ้นเคยกันว่าการถอนยา เป็นวิธีเลิกยาเสพติดที่สำคัญและช่วยทำให้ผู้ที่ต้องการเลิกสารเสพติดเริ่มต้นเส้นทางนี้ได้อย่างปลอดภัย เริ่มจากการขับสารต่าง ๆ ออกมา และทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาตามมา เช่น คลื่นไส้อาเจียน วิตกกังวลและอาการอยากยาอย่างรุนแรง หลังจากนั้น ผู้ที่ต้องการเลิกยาเสพติดจะสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการรักษาทางจิตใจต่อไป
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่มีเกี่ยวกับการถอนยาหรือการล้างพิษคือ เพียงแค่หยุดใช้สารเสพติดให้ได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว โดยความเป็นจริงคือ แค่การหยุดยานั้นยังไม่ใช่การจัดการกับปัญหาการใช้สารเสพติดในระยะยาว แต่ยังต้องมีการปรึกษาแพทย์ การดูแลจากผู้เชี่ยวชาญและฟื้นฟูด้านจิตใจเพิ่มเติมด้วย
ทางเลือกการล้างพิษ
การล้างพิษสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบด้วยกัน โดยแบ่งได้เป็น 3 แบบใหญ่ ๆ คือ
- ถอนพิษยาเสพติดกับแพทย์เฉพาะทาง: วิธีที่ปลอดภัยที่สุด โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีประวัติใช้สารเสพติดหลากหลายตัว โดยทุกขั้นตอนจะถูกแนะนำและดำเนินการภายใต้ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ รวมถึงยังมีการใช้ยาอื่น ๆ ที่ช่วยบรรเทาอาการหลังจากเริ่มการถอนยาอีกด้วย
- ถอนพิษยาเสพติดด้วยวิธีธรรมชาติ: วิธีนี้จะโฟกัสไปที่การใช้ธรรมชาติเพื่อช่วยถอนพิษ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สมุนไพรบางประเภท การออกกำลังกายและอื่น ๆ วิธีนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่สามารถใช้ร่วมกับการถอนพิษยาแบบดั้งเดิมได้
- ถอนพิษยาเสพติดด้วยตัวเอง: หลาย ๆ คนเลือกที่จะทำการถอนพิษยาด้วยตัวเองที่บ้าน ซึ่งมีความเสี่ยงสูง เพราะอาจจะมีอาการที่คาดเดาไม่ได้ หากต้องการถอนพิษที่บ้าน ไม่อยากเข้าศูนย์บำบัด เราแนะนำให้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเพื่อความปลอดภัย
ข้อดีของการเลิกยาด้วยวิธีถอนพิษ
การเลิกยาด้วยวิธีถอนพิษภายใต้ความดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพมีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัย การบำบัดที่ตามมา การฟื้นฟูสุขภาพและอีกมาก
- หยุดใช้ยาได้อย่างปลอดภัย โดยร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัวเพื่อให้คุ้นชินกับการไม่ได้รับสารเสพติดอย่างต่อเนื่อง
- ความปลอดภัยที่มากกว่า เพราะมีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพคอยเฝ้าดูอาการและช่วยทำให้ผู้ป่วยสามารถปรับตัวตามอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที โดยอาจมีการใช้ยาเพิ่มเติมเพื่อรักษาอาการที่เกิดขึ้น เช่น อาการคลื่นไส้ อาการวิตกกังวล เป็นต้น
- มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะโปรแกรมการถอนพิษยาเสพติดจะถูกควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเลิกยา รวมถึงมีขั้นตอนที่ชัดเจนสำหรับการเลิกยาอย่างถาวร
- มีแผนสำหรับการพักฟื้นทางร่างกายและจิตใจ หลังจากทำการถอนพิษแล้ว ในระบบของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วยจะได้พูดคุยเพื่อรับคำแนะนำในการเลิกยาอย่างถาวร ส่วนมากจะเป็นการมองหาต้นตอของการใช้สารเสพติด แพตเทิร์นในการใช้สารเสพติด และเริ่มต้นฟื้นฟูจิตใจจากจุดที่เป็นปัญหา
- เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ป่วย เมื่อทำการถอนพิษสำเร็จในขั้นตอนแรกแล้ว มักจะทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจในการเข้าร่วมการบำบัดในขั้นตอนต่อไปได้มากขึ้น
การเลิกใช้สารเสพติดเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ไม่ยากเกินความตั้งใจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อถูกดำเนินการภายใต้ความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงมีโปรแกรมในการเลิกยาที่ชัดเจน ดังนั้นภูฟ้าเรสท์โฮมจึงแนะนำให้คุณมองหาสถานพักฟื้นผู้ป่วยติดยาเสพติดที่ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยดำเนินการถอนพิษยาและการฟื้นฟูอย่างเต็มรูปแบบ
การเลิกยาเสพติดวิธีที่ 2: การบำบัดด้วยวิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางความคิด (Cognitive-Behavioral Therapy)
การเลิกยาวิธีต่อมาที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายก็คือการบำบัดทางด้านจิตใจ (CBT) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การเข้ารับคำแนะนำและคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใจ เช่น นักจิตบำบัดและจิตแพทย์ เป็นต้น วิธีนี้จะโฟกัสไปที่ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้ป่วย เพื่อแก้ไขและสร้างพฤติกรรมใหม่เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลิกยาได้ในระยะยาว อีกทั้งยังมีข้อดีดังต่อไปนี้
- ได้รับการพิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์ว่าได้ผลจริง ตามที่ Journal of Consulting and Clinical Psychology ได้เปิดเผยว่าวิธีนี้ช่วยทำให้ผู้ป่วยลดหรือเลิกการใช้สารเสพติดได้จริง รวมถึงมีอัตราการประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก
- ได้ผลในระยะยาว เพราะผู้ป่วยได้สำรวจและทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของตัวเอง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิต รวมถึงรับรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่อาจส่งผลให้กลับไปใช้ยาอีกครั้งได้ ส่งผลให้เลิกใช้ยาได้อย่างถาวร
- ใช้ร่วมกับการรักษาแบบอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างในวิธีแรกที่เป็นการถอนพิษ โปรแกรมที่ถูกสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญมักจะแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดทางจิตใจเพิ่มเติม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
วิธีบำบัดด้านจิตใจรูปแบบอื่น ๆ
การบำบัดสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วย อย่างเช่นวิธีเหล่านี้
- การบำบัดโดยให้สิ่งจูงใจ (Contingency Management): เป็นการบำบัดที่มุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านบวกที่ทำให้ผู้ป่วยเลิกใช้สารเสพติดได้ โดยใช้การเสริมแรงและการให้รางวัลเพื่อเป็นสิ่งจูงใจ รวมถึงมีการลงโทษเมื่อผู้ป่วยทำพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยได้รับการพิสูจน์แล้วว่าวิธีนี้สามารถช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเลิกใช้สารเสพติดได้อย่างประสบความสำเร็จมากขึ้น
- การบำบัดแบบเสริมสร้างแรงจูงใจ (Motivational Enhancement Therapy): เป็นการบำบัดที่มุ่งเน้นไปที่สร้างแรงจูงใจให้กับผู้ป่วยเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตั้งแต่การเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการเสพติด วางแผนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และลงมือทำเพื่อผลในระยะยาว
การรักษาด้วยยาช่วย (Medication-Assisted Treatment)
สุดท้ายคือการรักษาด้วยการใช้ยาเข้ามาช่วย ส่วนมากจะถูกนำไปใช้กับผู้มีประวัติการใช้สารเสพติดประเภทโอปิออยด์ (Opioid) หรือโรค Opioid Use Disorder (OUD) โดยเน้นให้ผู้ป่วยใช้ยาลดลงได้อย่างปลอดภัย และไม่ใช้ยาในทางที่ผิด อีกทั้งยังข้อดีที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้รับผลลัพธ์และการฟื้นตัวที่ค่อนข้างดีเมื่อใช้ร่วมกับการรักษาแบบจิตสังคมบำบัด (Physcosocial Treatment) การรักษาแบบนี้ยังมีข้อดีอย่างเช่น
- รักษาตามข้อมูลทางการแพทย์ โดยจะเริ่มจากประวัติการใช้ยาต่าง ๆ ของผู้ป่วย ใช้ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเพื่อรักษาอย่างต่อเนื่อง
- ลดอาการลงแดง เพราะมีการใช้ตัวยาอื่น ๆ ช่วยบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นหลังจากทำการรักษา ทำให้ผู้ป่วยสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้นกับการเลิกยา
- มีโอกาสเลิกยาสำเร็จได้สูง เพราะมีการรักษาโดยการใช้ยาอื่น ๆ เข้ามาช่วยตามความต้องการและอาการของผู้ป่วยในขณะนั้น ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจในการเลิกยาที่สูงขึ้น เพราะสัมผัสได้ถึงความสบายใจและผลลัพธ์ที่สัมผัสได้จริง
ขั้นตอนการรักษาด้วยการใช้ยาช่วย
- ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจสอบประวัติการใช้ยาของผู้ป่วยอย่างละเอียด รวมถึงโดสของยาที่ใช้มาก่อนเข้ารับการรักษา
- หลังจากนั้นจะมีการรักษาโดยใช้ยาที่ช่วยบรรเทาอาการอยากยา อาการลงแดง หรืออาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยมักจะทำในสถานพยาบาลหรือสถานที่ที่เหมาะสม ควบคุมตัวแปรได้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยเอง
- ต่อมาจะเป็นช่วงที่ลดขนาดยาลงและเฝ้าดูอาการให้คงที่อยู่เสมอ ผู้เชี่ยวชาญจะค่อย ๆ ปรับขนาดยาลงให้เพียงพอต่อความต้องการของสมองเท่านั้น จุดประสงค์ในระยะนี้คือควบคุมผลกระทบของการใช้ยาให้ได้ และป้องกันการใช้ยาเกินขนาด
- หลังจากปรับลดขนาดยาได้แล้ว จะมีการบำบัดด้านจิตวิทยาร่วมด้วย เพื่อช่วยทำให้ผู้ป่วยสามารถปรับพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม
- หลังจากช่วงนี้ ผู้ป่วยจะต้องทำการเข้าพบผู้เชี่ยวชาญหรือทีมแพทย์เป็นประจำเพื่อดำเนินการเลิกใช้ยาอย่างถาวร รวมไปถึงการวางแผนหยุดการรักษาด้วยเมื่อเห็นสมควร
ยาที่ใช้ในการรักษาประเภทนี้
ปัจจุบันนี้มียาหลายตัวที่ถูกอนุญาตให้นำมาใช้ในการรักษาด้วยการใช้ยาช่วยสำหรับผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็น
- เมทาโดน (Methadone) เป็นสารในกลุ่มเดียวกันกับฝิ่น เฮโรอีนและมอร์ฟีน ซึ่งถูกนำมาใช้ทดแทนสารเสพติดดังกล่าวในผู้ที่ต้องการเลิกยาโอปิออยด์ อาจใช้ในระยะสั้นหรือระยะยาวก็ได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการเสพติด
- บิวพรีนอร์ฟีน (Buprenorphine) เป็นยาลดปวดในกลุ่มโอปิออยด์ที่ถูกนำมาใช้ลดการใช้สารเสพติด มักเป็นยาที่ใช้อมใต้ลิ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะปรับยาจนได้ระดับความสมดุลใหม่ใน 2-3 วัน
- นาลเทรกโซน (Naltrexone) มักถูกใช้กับผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรังและผู้ที่เสพติดการใช้ยาประเภทโอปิออยด์ ช่วยบรรเทาอาการอยากยาได้
เลิกยาให้สำเร็จ มีปัจจัยมากกว่าแค่การหยุดยา
นอกจากการเลิกยาตามโปรแกรมและวิธีที่ถูกกล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อการเลิกยาได้อย่างถาวร
- สิ่งที่คนรอบตัวหรือครอบครัวสามารถช่วยได้คือการเข้าใจเกี่ยวกับอาการต่าง ๆ รวมถึงผลกระทบระหว่างโปรแกรมการเลิกยา เพื่อที่จะได้ให้กำลังใจ พูดคุยและสนับสนุนผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง
- เข้าร่วมการบำบัดแบบกลุ่มเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยทำให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินการเลิกยาได้สำเร็จ เพราะผู้คนในกลุ่มบำบัดผ่านเหตุการณ์คล้าย ๆ กันมาก่อน ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่ามีความเกี่ยวข้องกับผู้อื่น มีกำลังใจในการเลิกยา รวมถึงยังได้แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการเลิกยาในรูปแบบอื่น ๆ อีกด้วย
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วย ที่นอกจากจะเริ่มต้นได้ด้วยตัวเองแล้ว ก็ยังอาศัยความร่วมมือจากผู้คนรอบตัวในการสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นเริ่มออกกำลังกาย ปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร หรือแม้แต่กระทั่งรูปแบบการสื่อสารที่ทำให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างสงบสุข
- การบริหารจัดการความเครียด รวมถึงการเข้าใจถึงสิ่งกระตุ้นรอบตัว ทำให้ผู้ป่วยสามารถเฝ้าระวังตัวเองได้ เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจจะกลับไปใช้สารเสพติดได้อีก
- การวางแผนเลิกยาเสพติดที่เหมาะสมกับตัวเอง นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้ใช้สารเสพติดควรเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน เพราะจะมีโปรแกรมการเลิกยาที่มีประสิทธิภาพ ปรับเปลี่ยนได้ตามลักษณะอาการและความต้องการของผู้ป่วย ทำให้สามารถเลิกยาได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
เลิกยาเสพติดไม่ง่าย แต่ไม่ยากเกินไป
ภูฟ้าเรสท์โฮม ศูนย์บำบัดยาเสพติดเอกชนของเราขอยืนยันว่าการเลิกใช้สารเสพติดหรือยาเสพติดเป็นเรื่องที่ทำได้จริง หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังมองหาวิธีเลิกยาเสพติดที่ได้ผลและถาวร สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลกับภูฟ้าเรสท์โฮมได้ตลอดเวลา เราพร้อมให้คำแนะนำเบื้องต้น พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับการเลิกยาเสพติดอย่างรอบด้าน
โปรแกรมการเลิกยาเสพติดของเราถูกต้องตามกฎหมายด้วยระบบที่ต่อยอดมาจากงานวิจัยมากมาย ได้รับการยอมรับจากผู้รับบริการทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศทั่วโลก โดยทางการแพทย์ ทีมบำบัดและผู้ชำนาญการด้านเลิกยาเสพติดโดยเฉพาะ โทร. 1522
บทความที่คุณอาจสนใจ
การรับฟัง คือจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยหรือไม่? พยายามตักเตือนลูกให้เลิกยาเสพติด แต่กลับยิ่งถูกต่อต้าน หรือสถานการณ์แย่ลง นั่นเพราะจุดเร...
เตือนภัยวัยรุ่น ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล (Rohypnol) สุดอันตราย!
โพสต์เมื่อ 26 มีนาคม 2569
เคยได้ยินหรือไม่? ยาลิ้นฟ้า หรือโรฮิปนอล ยาในกลุ่มยานอนหลับอีกหนึ่งตัวที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประส...
ปัญหาที่จะตามมา หากเลิกยาเสพติดผิดวิธี
โพสต์เมื่อ 09 กุมภาพันธ์ 2569
เลิกยาเสพติดผิดวิธี อันตรายแต่ผลที่ตามมามากกว่าที่คิด ผู้ป่วยยาเสพติดแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่าง...